วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

พระเครื่อง



                ความจริงกับสิ่งที่เห็น แต่ละคนไม่เหมือนกันจริงๆ การที่เราจะไปตัดสินว่าใครดีหรือไม่ดีด้วยเหตุผลส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเลย อย่างหลวงตาเตานั้นแกก็เป็นนักเสี่ยงโชคตัวยง เพียงแค่แกมานั่งคิดว่าแต่ละงวดนั้น เก็บเอาเงินที่ซื้อหวยไปฝากธนาคารไว้ ผ่านช่วงอายุแกรวมเงินแล้วก็ไม่น่าจะน้อยกว่าที่แกจะถูกรางวัลสักรางวัลหนึ่ง แต่ก็นั่นแหละ ความสุขเดือนละสองครั้งของแกก็ช่วยเติมเต็มชีวิตของแก แต่แกไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ซ้ำบางทีแกก็เป็นที่พึ่งยืมเงินของบรรดาเด็กวัดยามเดือดร้อนทางบ้านส่งเงินมาไม่ทัน

หลวงตาเชียงมีความสุขกับการสะสมถังสังฆทานใบโต เพียงเพื่อแกได้ทอนกับอาแป๊ะที่มารับซื้อ ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งแม้ว่าบางทีก็ไม่ได้ดูว่าเหมาะสม แกเป็นคนงกที่สุดที่เรามองผ่านๆ และลงความเห็นว่าแกเป็นคนแบบนั้น แต่วันหนึ่งเมื่อหลวงตาเชียงมรณภาพ ทำให้เราได้รับรู้ในอีกมุมหนึ่งของชีวิตแก หลวงตาเชียงมอบร่างให้ รพ ศิริราช เพื่อให้แพทย์ได้เล่าเรียนศึกษา ช่วยชีวิตคน แกบริจาคเงิน 2 ล้านบาท เท่าที่แกได้สะสมให้วัดแห่งหนึ่งที่เป็นบ้านเกิดของแกที่สุพรรณบุรี บางทีสิ่งที่เราได้มองเห็นกับสิ่งที่เป็นจริงนั้นมันต่างกัน ราวขาวกับดำ

พี่นนท์พี่ที่ใจดีสุดๆของน้องๆ วันหนึ่งเราได้รับรู้เรื่องราวชีวิตของแกก็เมื่อแกหายไปหลายปี และเห็นได้เห็นรอยแผลเป็นที่ข้อเท้าทั้งสอง ที่เกิดจากตรวนเหล็กที่พันธนาการข้อเท้าตลอดเวลาที่คลองเปรม ซึ่งคนทั่วไปไม่ค่อยอยากจะเข้าไปอยู่สักเท่าไรนัก ชีวิตมีสองด้านให้เราได้เห็นเสมอ

พี่ฐา นักศึกษารามคำแหง อยู่วัดมานานมากแล้วตั้งแต่ มอ 1 จนบัดนี้รามคำแหงปีสี่ พี่ฐาเป็นแบบอย่างที่ดีให้น้องๆหลายๆเรื่อง พี่ฐาไม่เคยทำงานหาเงินกับผีเลย ไม่ใช่ว่าแกจะกลัวผีนะแต่แกบอกว่าหาเงินแบบนั้นได้น้อย สู้วิธีการของแกไม่ได้ ใช่แล้วครับพี่ฐาเป็นนักสะสมพระเครื่องตัวยง ในห้องของแกเต็มไปด้วยพระเครื่องมีหนังสือพระมากมาย หลายสำนักพิมพ์ แกจะมีความรู้ในเรื่องพระเยอะมาก จะดูออกเลยไหนพระจริงพระปลอม นั่นเพราะแกบอกว่าแกศึกษามานานแล้วตั้งแต่มาอยู่วัดใหม่ๆ

แกจะมีพระแปลกๆใหม่ ที่สามารถเอาหนังสือมาอ้างอิงให้เห็น ว่าเป็นพระอะไรรุ่นไหน แกจะมีสมาคมย่อมๆของแกอยู่ 5-6 คน เหล่าสมาชิกเป็นอาแปะแก่หลังวัด ทั้งหมดล้วนเป็นพวกบ้าพระเครื่องและทั้งหมดล้วนมีเงิน ที่จะมาเช่าพระดีดีจากพี่ฐา การพบปะกันจะมีขึ้นในวันหยุด พี่ฐาจะมีพระดีดี พิมพ์สวยๆ หลายๆองค์มาให้บรรดาเหล่าสมาชิก ทั้งหลายได้เลือกชมและเลือกบูชาแกต้องไปสรรหาตามวัดต่างๆที่กรุแตก บางทีต้องดั้นด้นไปหาตามต่างจังหวัดเพื่อได้พระสวยๆดีๆ  พี่ฐาบอกว่าให้เอาไปบูชาเท่านั้น ห้ามเอาไปเช่าต่อ เพราะพระที่ได้มาเป็นพระที่ต้องบูชา บรรดา สมาชิกของแกก็ต่างเลือกเช่าไปบูชากันคนละองค์สององค์ รวมกันแต่ละครั้งก้อนเงินสะพัดเป็นพันบาท ทำรายได้เข้ากระเป๋าเป็นกอบเป็น ผมมาอยู่วัดใหม่ๆ ช่วยแกถูห้อง ทำนู่นนี่ให้ แกมีน้ำใจให้พระผงพิมพ์นิยม กรุแตกจากอยุธยา อายุหลายร้อยปี แก่ผม 1 องค์ แกเอาไปอัดกรอบมาให้ผมและผมแขวนห้อยคอตลอดมา

หลายปีผ่านไป พี่ฐาเรียนไม่จบกลับไปอยู่ต่างจังหวัด ได้ลูกได้เมียแล้ว ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวที่บ้านแก เรื่องราวเก่าๆที่เคยอยู่วัดกัน ถูกเอามาเล่าแกล้มเหล้ากับแกทั้งคืน เรื่องหนึ่งที่แกให้ความกระจ่างกับผมเรื่องพระเครื่องเมื่อผมถามว่าแกไปเอาพระดีดีมาจากไหนหนักหนาที่มาให้พวกอาแปะเช่าได้ตลอด

“กูไปเดินแถวท่าพระจันทร์ ตามริมถนนจะมีพวกเอาผ้าขาวมาปูมีพระให้เลือกเยอะแยะ กูก็เลือกเอาที่มันคล้ายๆในหนังสือ ราคาองค์ละบาทสองบาท ซื้อรวมๆมา เอามาแช่น้ำกรดบ้าง น้ำหมากบ้าง น้ำปูนแดงบ้างให้ดูเก่าๆแล้วก็หลอกขายพวกอาแปะ”

แกกระดกแก้วเหล้ารวดเดียวหมด แล้วเอื้อมมือมาจับพระที่คอผม

“องค์นี้  กูไปบิณฑบาตกะหลวงตาแล้วเจอตกอยู่กลางทาง เลยอัดกรอบให้มึง นี่มึงยังแขวนอยู่อีกเหรอ”

 

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

เอาไปเผา



                จะว่าไปกฎระเบียบในวัดที่ใช้ปกครองเด็กวัดก็เข้มงวดกันพอสมควร เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ต่างคน ต่างถิ่น ต่างวัย คงจะอยู่ร่วมกันภายในวัดแห่งนี้ยากลำบาก กฎระเบียบต่างๆที่ตั้งขึ้นมานั้น ให้ทุกคนไม่หลงลืมตัว ว่ากำลังมาศึกษาเล่าเรียนหนังสือ เพื่ออนาคตที่ดี จะต้องคอยย้ำเตือนเสมอว่า จะหลงเมืองหลง กรุงไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้น การมีกฎและมีผู้ควบคุมกฎ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง หมวดของกฎที่สำคัญ ก็คงเป็นเรื่องเน้นการเล่าเรียน มีเวลาที่ต้องอ่านหนังสือ มีเวลาที่ต้องทำการบ้าน เวลาเหล่านี้จะมามั่วสุมกันไม่ได้ห้องใครห้องมัน  หมวดเรื่องทั่วไปก็จะเป็นเรื่องจิตสำนึกให้ช่วยกันประหยัด ค่าใช้จ่ายของวัด ค่าน้ำ ค่าไฟ สำคัญอย่างยิ่ง การเปิดน้ำทิ้งไว้ให้ล้น การเปิดไฟในห้องทิ้งไว้เป็นโทษที่ร้ายแรง  ถึงขึ้นสมภารเรียกพบ และเรียกไปด่า ดังนั้นนิสัยเรื่องการประหยัดจึงเป็นนิสัยที่ติดตัวเด็กวัดไปทุกคน

                บางเรื่องเป็นเรื่องห้ามที่รู้สึกแปลก ขัดความรู้สึก กับเด็กสมัยนี้เลยที่เดียว นั่นคือการห้ามดูทีวี เป็นเพราะในวัดมีทีวี 2 เครื่อง เครื่องหนึ่งอยู่ที่ห้องเจ้าอาวาส อีกเครื่องจะเป็นเครื่องส่วนกลางอยู่หน้ากุฏิเจ้าอาวาส และการดูทีวีเป็นการทำให้เสียเวลาอ่านหนังสือ และเปลืองไฟ เด็กวัดจะมีเวลาดูทีวีเฉพาะ วันหยุดเท่านั้นและส่วนใหญ่มักจะเป็นรายการมวย ซึ่งเป็นรายการที่พระส่วนใหญ่จะมาดูกัน  วันธรรมดาทีวีจะถูกปิดล็อกสนิท  ถึงปัจจุบันนี้ นิสัยไม่ติดทีวี ยังคงติดตัวผมมาตลอด แต่กุศโลบายที่บอกว่า เปลืองไฟห้ามดูทีวี ผมคิดว่ามันข้ออ้าง โดยเหตุผลที่แท้จริงแล้วคงเป็นเพราะจะให้พวกเราใช้เวลากับหนังสือมากกว่า

                เมื่อมีกฎก็มีผู้คุมกฎ หลวงพี่วันชัย เป็นพระหนุ่มจะมีหน้าที่ควบคุมความประพฤติของเด็กๆ  และคอยสอดส่องดูแลไม่ให้พวกเรานอกลู่ นอกทาง พระวันชัยดูเหมือนจะดุ แต่ก็ไม่ดุสุดๆ อย่างไรก็ตามตำแหน่งนี้ก็ขลังพอที่จะทำให้พวกเราเชื่อฟังและก็กลัวพระวันชัย นั่นเป็นเพราะ ถ้าพระวันชัยรายงานความผิดถึงเจ้าอาวาสเมื่อไหร่ เด็กวัดคนนั้นงานเข้าทันที โทษขั้นรุนแรงที่สุดที่พวกเรากลัวมากที่สุดคือ ไล่ออกจากวัดใน 24 ชม นั่นหมายถึงอนาคตดับวูบ ทางบ้านคงลงโทษซ้ำอีก หลวงพี่วันชัยจึงเป็นตำรวจวัดในความรู้สึกของพวกเรา

                ตลอดเวลา 2 ปีที่ผมเรียน ม ปลาย ช่วงเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ผลของการเคี่ยวเข็ญของพระวันชัย รางวัลที่ได้คือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐได้ นำมาซึ่งความภาคภูมิใจของญาติพี่น้อง

ตามปกติแล้ว หลังจากการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย การเรียนหลวงพี่จะไม่มาเคี่ยวเข็ญมากเพราะถือว่าโตแล้ว ให้ดูแลตัวเอง ดังนั้นกฎระเบียบต่างๆที่ผมเคยเคร่งครัดเริ่มหย่อนยาน ห้องของผม มักจะเป็นที่รวมตัวของพวกเพื่อนๆ เด็กบ้านใกล้วัด ที่เคยเรียนมัธยมมาด้วยกัน เป็นที่สังสรรค์ ย่อมๆ ผมแอบทำผิดกฎร้ายแรงที่สุด นั่นคือการที่ไอ้พวกเพื่อนๆตัวแสบเอาหนังสือโป๊ มาฝากไว้ที่ห้อง นั่นเป็นเพราะพวกมันไม่กล้าเอากลับบ้าน ดังนั้นใต้เตียงผมจึงเป็นห้องสมุดขนาดย่อมๆ  รวมหนังสืออย่างว่าเป็นสิบเล่ม  ความลับไม่มีในโลกจริงๆ เย็นวันหนึ่งผมกลับมาจากมหาวิทยาลัยเจอหลวงพี่วันชัยนั่งอยู่ในห้องของผม พร้อมของกลางวางอยู่กลางห้อง 10 กว่าเล่ม ผมหน้าซีด เหงื่อแตกพลั๊ก โทษหนักมาก รีบเข้าไปกราบหลวงพี่

                “หลวงพี่ครับ ผมขอโทษครับ หนังสือพวกนี้ไม่ใช่ของผมเลย มันเป็นของเพื่อนๆ พวกมันเอามาฝากผมไว้ หลวงพี่อย่าบอกเจ้าอาวาสเลยนะครับ” “ไอ้ป๊อก โทษแกแรงมาก แต่ว่าที่ผ่านมาไม่เคยทำเรื่องผิดอะไร หลวงพี่จะไม่ฟ้องเจ้าอาวาส แต่หนังสือพวกนี้หลวงพี่จะเอาไปเผา” ผมกราบหลวงพี่อีกครั้งด้วยความซาบซึ้งใจ หลวงพี่หอบเอาหนังสือกองใหญ่เดินหายไปหลังกุฎิ

                สามเดือนต่อมา ในเย็นวันหนึ่งหลวงพี่วันชัยมาเรียกผมที่หน้าห้อง “ไอ้ป๊อก ขึ้นไปเอาหนังสือสวดมนต์ ในชั้นหนังสือในห้องหลวงพี่ มาให้พระใหม่หน่อย พลวงพี่จะไปโบสถ์ ขี้เกียจขึ้นไปเอาเองแล้ว”

                ผมรีบวิ่งขึ้นไปบนห้องหลวงพี่ เดินไปที่ชั้นวางหนังสือซึ่งมีหนังสือเป็นร้อยๆเล่ม จัดเรียงกันอยู่ในชั้น ผมไล่หาหนังสือสวดมนต์ ทีละเล่มทีละเล่ม แล้วผมก็พบกับหนังสือที่ผมคุ้นตา แทรกอยู่ในหมู่หนังสือเล่มอื่นๆ ผมหยิบออกมาดู มันเป็นหนังสือที่เคยอยู่ใต้เตียงผม และหลวงพี่เก็บเอาไปเผานั่นเอง”

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

สูตรลับแกงเนื้อ



                อาหารที่เด็กวัดมักจะเก็บไว้กินตอนเย็น มักจะเป็นอาหารแห้งๆ ประเภทข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง หรือข้าวขาหมู ประเภทแกงรวมที่เอาหลายๆแกงมารวมๆกัน อุ่นให้ร้อนเหมือนเด็กวัดสมัยโบราณไม่มีหรอกครับเพราะ ขี้เกียจทำกันอีกอย่างแกงมันบูดเอาแกงบูดมาอุ่นให้ร้อนแล้วกิน ผมคนหนึ่งหละขอผ่าน แต่ถ้าวันไหนครึ้มอกครึ้มใจกันก็รวมตัวไปหลังวัด ที่มีอาหารให้เลือกกินมากมาย บะหมี่เอย ก๋วยจั๊บเอย เลือกกินกันไม่หวาดไม่ไหว โดยเฉพาะถ้าวันใหนมีเจ้าภาพเป็นเด็กวัดรุ่นพี่ไปเลี้ยงแล้วหละก็กินกันจนพุงกาง

                ขนมที่ชาวบ้านมักจะใส่บาตรมาเยอะที่สุดคือขนมตระกูลทอง ฝอยทอง ทองหยิบ ขนมพวกนี้ผมจะบอกว่าพระท่านไม่แตะครับ เพราะทั้งหวานทั้งคอเลสเตอรอลเยอะ แม้แต่พวกผมเองที่อยู่วัดกันนานๆก็เอียนไม่แกะกินเลย ขนมพวกนี้จะเสร็จพวกเด็กวัดรุ่นใหม่ๆเพิ่งมาอยู่วัด ไม่เคยได้กินของพวกนี้ กับอีกพวกหนึ่งที่ชอบขนมพวกนี้เป็นชีวิตจิตใจคือ พวกเจ้าตูบครับ กี่ถุงต่อกี่ถุงพวกมันฟาดกันหมด ชอบมากเป็นพิเศษ อาหารในวัดแต่ละวันดูเหมือนมากนะครับ แต่ในฐานะที่ผมเป็นมือ 1 ในการตัดแกงถุงใส่ถ้วยถวายพระ ผมจะบอกว่า มีไม่กี่ประเภทอาหารจะซ้ำๆกัน นั่นเพราะว่าชาวบ้านเค้าไปซื้อจากร้านเจ้าประจำแล้วพระก็ยืนรับบาตรเป็นประจำ อาหารจึงมีไม่กี่ประเภท แต่หลายถุง เรียงลำดับเลยนะครับ อาหารยอดฮิตมากที่สุดคือ ไข่พะโล้ ขาหมู แกงส้มผักรวม ต้มฟักไก่ จับฉ่าย 5 อย่างนี้จะเป็นนักแสดงนำในทุกมื้อและทุกวันจริงๆ เพราะฉะนั้นในแต่ละวันอาหารจะเหลือเยอะมาก ไม่ใช่พวกผมเลือกกินนะครับแต่ความเบื่อในเมนูเดิมๆทำให้พวกเราต้องทำกันเองถวายพระ และเราเองนั่นแหละได้กินด้วย

                เด็กวัดส่วนใหญ่ที่วัดนี้ มักเป็นเด็กยากจนมาจากทางปักษ์ใต้ ฝากพระให้เข้ามาอยู่วัดได้มาเรียนหนังสือ พี่ชัย เป็นเด็กวัดมานานแล้ว แกเป็นเด็กมาจากนครศรีธรรมราช มาเรียนรามคำแหงปีนี้ย่างเข้าปีที่ 6 ถ้าเรียนหมอคงเป็นปีสุดท้าย แต่พี่ชัยเรียนหมอความ แกว่าต้องเรียนให้เยอะๆมากกว่าคนอื่น จะได้จำแม่นในตัวบทกฎหมาย พี่ชัยเป็นพ่อครัวมือ 1 มาหลายปีแล้ว พระทุกรูปยกตำแหน่งนี้ให้แกเป็นเอกฉันท์ และเมนูเด็ดที่สุดที่แกถนัดคือ แกงเนื้อ

                อย่างที่ผมบอกว่าอาหารรับบาตรมาน่าเบื่อมาก เพราะฉะนั้นในวันหยุด พระท่านจะให้เด็กวัดทำแกงแล้วถวายพระช่วงเพล ตำแหน่งนี้ใครๆก็อยากจะเป็นนั่นเป็นเพราะ ค่าตอบแทนสูงทีเดียว การแกงแต่ละหม้อ พระจะให้เงินไปซื้อของวัตถุดิบ ไปค่อนข้างเยอะ แต่ซื้อจริงไม่กี่บาท นี่คือรายได้ก้อนงามที่พ่อครัวเด็กวัดจะได้ไป ฉะนั้นการแย่งชิงตำแหน่งนี้จึงดุเดือดเลือดพล่านพอสมควร ทุกคนที่พอมีฝีมือจะทดลองแกงส้มบ้าง ต้มยำบ้าง เพื่อส่งเข้าประกวด ครั้งหนึ่งผมยังเคยทำต้มส้มปลากระบอก เข้าประกวด แต่สุดท้ายแล้ว พระทั้งวัดมีมติเอกฉันท์ที่จะเลือก เมนูแกงเนื้อ ของพี่ชัยอยู่ดี และที่สำคัญต้องให้ทำถวายทุกวันเสาร์  ห้ามพลาดเด็ดขาด พี่ชัยจึงฟันรายได้งามๆตรงนี้เดือนนึงทุ่นค่าหนังสือไปหลายบาท และแกก็ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมาหลายปี ผมเองยอมรับว่าติดใจในรสชาติ แกงเนื้อพี่ชัยเหมือนกัน เนื้อนุ่มลิ้น น้ำแกงของแกเข้มข้น ทุกเสาร์ผมก็จะไม่พลาดแกงเนื้อพี่ชัย ถ้าวันไหนแกไม่ว่างมาแกง พระจะรู้สึกหงุดหงิดผิดหวังกันเลยทีเดียว

ผมเคยถามสูตรแกว่าทำอย่างไรแกไม่เคยบอกสักที จนวันหนึ่งผมได้มีโอกาสไปเที่ยวหน้ารามกับพี่ชัย ก่อนผมกลับวัดแกพาผมไปเป็นเพื่อนที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง แกซื้ออะไรสักอย่าง แล้วฝากให้ผมถือขึ้นรถเมล์กลับวัด ตัวแกเอง ยังไม่กลับ มาถึงวัดแล้วผมก็เอาถุงที่แกซื้อมาไปไว้ที่ห้องแก ค่ำแล้วแกกลับมาถามหาของของแก ผมบอกว่าเอาไปไว้ที่ห้องแล้ว

“พี่ชัย เมื่อตอนเย็นพี่ชัยซื้ออะไรมาหละพี่ ที่ให้ผมถือกลับวัดมาหนะ” แล้วความลับสูตรเด็ดแกงเนื้อที่ทำให้พระทั้งวัดติดงอมแงม รวมทั้งผมด้วย ก็กระจ่าง

“ เสาร์นี้ต้องแกงเนื้อถวายพระ ใบกัญชาที่จะตำใส่เครื่องแกงหมดพอดี เลยไปเอาที่หน้ารามหวะ”

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

ปาราชิก



พระสงฆ์ต้องมีเสขิยวัติ เสขิยวัตร คือกริยาอันเหมาะสมแก่สมณะสารูป ไม่ว่าจะเดินกิน นั่งและอื่นๆต้องสำรวม กริยาท่าทางทุกท่วงท่า ต้องดูงาม พระต้องรักษาศีล 227 ข้อ ซึ่งแต่ละข้อบังคับก็มีที่มาที่ไป อดีตกาลครั้งเมื่อพระสัมมาสัมพุธเจ้ายังไม่ปรินิพพาน พระสงฆ์ทำผิดหรือทำไม่เหมาะสม หรือไปทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ท่านก็จะบัญญัติห้ามเรื่องราวต่างๆไว้ รวม 227 ข้อที่เรียกว่าศีล 227 ข้อจริงๆแล้วเป็นเหมือนข้อกำหนดของการใช้ชีวิตในทางธรรมเสียมากกว่า อย่างบางข้อเราอาจนึกไม่ถึง เช่น พระห้ามยืนปัสสาวะ อาจเพราะท่าทางที่ดูไม่งาม แต่ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่า พระสวมสบง การที่ถกสบงยืนปัสสาวะ คงเป็นภาพที่ไม่งาม ในสมัยก่อนไม่มีห้องน้ำห้องส้วม ต้องจัดการกลางป่า ท่านจึงบัญญัติให้นั่งทำธุระ จะดูเหมาะสมกว่า
ถ้าการลงโทษที่รุนแรงที่สุดของทางโลกคือประหารชีวิต ทางพระคงจะเป็นการอาบัติปาราชิก นั่นคือการล่วงละเมิดสิกขาบทประเภท ครุกาบัติ หรืออาบัติหนัก พระภิกษุจะขาดจากความเป็นพระภิกษุทันทีเมื่อทำผิดสำเร็จใน 4 อย่างนี้คือ 1 เสพเมถุน กับคนหรือสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย 2 ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ 3 พรากกายมนุษย์จากชีวิต ก็การฆ่าคนนั่นแหละ 4 กล่าวอวดอุตริมนุสธรรม แต่ข้อที่พระภิกษุกลัวมากที่สุดคือข้อแรก การเสพเมถุนกับคนหรือสัตว์ตัวเมีย
เณรตะวัน เป็นเณรหนุ่มรูปงามจากสิบสองปันนา บวชเณรตั้งแต่ 7 ขวบ ตอนนี้อายุได้ 17 ปี มาอาศัยวัดอยู่เพื่อเรียนทางธรรม เรียนเปรียญธรรม 7  เณรตะวันที่มี เสขียวัติ ที่งดงามที่สุดในสายตาของผม ยามเดิน นั่งดูน่าเลื่อมใส อ่อนน้อม ตอนนั้นผมเรียน มอ 4 เข้าวัยรุ่นแล้ว อายุไล่เลี่ยกับเณรตะวัน ผมจึงเป็นเด็กวัดที่ชอบคุยกับเณรตะวันมากที่สุด ห้องเณรตะวัน สะอาด ขัดพื้นมันวับ จัดหนังสือ ระเบียบเรียบร้อย ตอนหัวค่ำเณรจะนั่งท่องบาลี จนดึกดื่น ผมมักจะเอาหนังสือไปนั่งอ่าน ในห้องเณรเป็นประจำ เณรตะวันใจดี มักจะเก็บอาหารดีดีที่ได้รับบิณฑบาตมา เผื่อไว้ให้ผมตอนเย็นเสมอ เราสองคนเป็นเพื่อนที่สนิทกันแม้ว่าจะเดินคนละทางของเส้นทางชีวิต เณรตะวันชอบถอดจีวร และอังสะ เหลือแต่สบง ยามเมื่ออยู่ในห้อง เณรจากสิบสองปันนาผิวขาวผ่อง ยามแสงเทียนจับต้องกาย เป็นภาพที่ผมเห็นจนชิน คืนวันศุกร์ ผมมักจะนอนที่ห้องของเณรตะวัน อยู่เสมอๆ เตียงของเณร ใหญ่พอที่ผมกับเณร จะนอนเบียดกันได้ สบายทั้งคืน
หลังเสร็จสิ้นการปิดภาคเรียนเมษายน ชีวิตการเรียนในเทอมใหม่ก็เริ่มขึ้น ผมก็ใช้ชีวิตในวัดตามบรรยากาศเดิมๆ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมใจหาย เณรตะวันไม่อยู่แล้ว เณรตะวันไม่ได้ย้ายวัดไปอยู่วัดอื่น เณรตะวันสึกจากเณรแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน ไม่มีใครรู้ว่าเณรตะวันไปไหน มีเพียงหลวงตาเตาที่ทราบเรื่องนี้
“ ไอ้ตะวันเหรอ มันสึกไปแล้ว สมภารจับได้มันเอาผัวเด็กที่ไหนไม่รู้มานอนกันที่ห้อง สามวันสามคืนไม่ลงฉัน ไม่ลงสวด สมภารขึ้นไปเจอ จับได้คาหนังคาเขา เลยให้สึก ตอนนี้มันไปเช่าบ้านอยู่กับผัวมันหลังวัดนู่น”
ภาพเณรตะวัน ถอดจีวร อังสะ เหลือแต่สบง ผิวขาวผ่อง นอนกับผมบนเตียงหลังนั้น ผุดขึ้นมาในสมองที่กำลังมึนชา

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

ผีไม่มี


 

                อยู่วัดมา 10 กว่าปีใครถามว่าเคยเจอผีบ้างไหม ผมถามกลับว่าผีหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ไม่สามารถตอบผมได้บ้างก็ว่าหน้าเละ หน้าขาว ไม่มีหน้า แขนขาด หรือลอยได้ สรุปว่าว่ายังหานิยามของ ผี ไม่ได้เลยแล้วผมจะบอกได้อย่างไรว่าผมเคยเจอผีหรือเปล่า แต่ถ้าผีคือ ร่างของคนที่ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตแต่บัดนี้ ร่างกายไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไปคือนอนนิ่งไม่ไหวติง ถ้าผีเป็นแบบนี้ ผมจะบอกว่า ผมเจอทุกคืนทุกวัน

                จากเด็กที่กลัวผีที่สุด เดินเข้าห้องน้ำบ้านต่างจังหวัดก็ต้องปลุกแม่ เป็นเพื่อน แต่พอมาอยู่ที่วัด ผมว่าผมได้คลุกคลีกับผีมากมาย จนเคยชินกับผี เลยรู้สึกเฉยๆกับผี วินาทีแรกที่ผมเริ่มคุ้นเคยกับผี คือวันที่ผมได้เป็นคนงานศาลาวัดคอยอำนวยความสะดวกเจ้าภาพงานศพ ครั้งแรก จำแม่นมากด้วยที่อยากได้เงินจึงข่มความกลัว รับงาน เย็นวันนั้น ประสบการณ์แรกของผม คือ การรดน้ำศพ หน้าที่ของเราง่ายๆคือ ยกเอาศพจากโลงมาวางนอนบนเตียง จัดแจงเตรียมท่าทางรดน้ำ แล้วก็เอาศพเก็บกลับเข้าโลงตามเดิม จะมีสักกี่คนที่จะได้รับความรู้สึกแบบนี้ วินาทีแรกที่ผมเอามือจับไปที่แขนศพ ความร้อนในร่างกายได้พุ่งผ่านมือ เนื้อแข็ง เย็นเจี๊ยบ แผ่ซ่านผ่านเข้ามาในร่างกายเราแทน การเปลี่ยนถ่ายพลังงานความร้อนสิ้นสุดลงเมื่อศพได้นอนบนเตียงเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับอาการกลั้นหายใจแห่งความกลัวสิ้นสุดลง เทคนิคง่ายๆที่สัปเหร่อรุ่นพ่อสอนไว้ จงมองหน้าศพไว้อย่าหลบหน้า และจงจำให้ติดตาว่าหน้าตาเป็นแบบนี้ ยามเมื่อเราเก็บกวาดศาลาดึกๆคนเดียวเผื่อเค้าเดินมาทัก จะได้จำได้ว่าเป็นใคร หึหึ ก็ว่ากันไป

                เมื่อครั้งแรกผ่านไปหลังจากบัดนั้นการจับต้องศพจึงเป็นเรื่องง่ายมาก แต่จะเบื่อพวกญาติที่จะให้พลิกศพในโลง เพื่อจัดผมเผ้าต่างๆ ของศพ มันไม่ใช่เรื่องทำง่ายเพราะต้องโอบทั้งตัวเรียกว่าแทบกอดกับศพกันเลยทีเดียว เพื่อพลิกตะแคงในโลง กว่าจะจัดเสร็จ เรียกว่าแทบได้เสียกันเลยทีเดียว

                ผมจึงไม่กลัวผีและคิดว่าผีไม่มีในโลกนี้  แม้กระทั่งในวัดเป็นสถานที่ที่รวมเอาผีทุกแห่งหนมารวมกัน ผมยังไม่เคยเจอเลย แล้วนับประสาอะไรกะที่อื่นๆ ที่จะมีผี ผมว่า ทุกคนจินตนาการไปกันเอง ว่าผีเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็หลอนตัวเองว่า เจอผี และเหตุการณ์ที่ผมเชื่อสนิทใจ 100% ว่าผีไม่มี คือคืนก่อนสอบเอนทรานซ์วันสุดท้าย  คืนนั้นเหลือสอบฟิสิกส์วิชาสุดท้ายแล้ว  วันที่ผ่านๆมาทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่มั่นใจเลย คืนนี้คืนสุดท้ายวิชาฟิสิกส์ เป็นความหวังสุดท้าย พรุ่งนี้เราต้องทำให้ได้มากที่สุด เอาสูตรต่างๆ มานั่งสรุป นั่งเก็งข้อสอบมันจะออกตรงไหนบ้าง แต่ความรู้สามปี ตั้งแต่ ม 4ยัน ม 6 สูตรนับร้อยสูตรมันกระจุกอยู่ในหัว ไม่รู้ข้อสอบมันจะออกตรงไหน แล้วผมก็ได้พิสูจน์ความเชื่อของผมตามหลักวิทยาศาสตร์ในคืนนั้นเอง

                ตีสอง อากาศเย็นๆ ผมเดินถือหนังสือฟิสิกส์ออกจากห้อง พร้อมธูป 1 ดอก เดินไปหลังเมรุ ใกล้ๆกันนั้นมีเจดีย์เล็กๆซึ่งรอบๆเต็มไปด้วยอัฐิที่ญาติผู้ตามเอาไว้ที่วัด ผมเดินไปรอบเจดีย์ เผื่อหารูปใครสักคนหนึ่ง แล้วผมก็ผมกับรูปรูปหนึ่ง เจ้าของอัฐิ ยังหนุ่มมาก ใส่แว่นหนาเตอะ และที่สำคัญเค้าใส่ชุดครุยจุฬา ผมวางหนังสือลง ยกธูปขึ้นไหว้ อ่านชื่อของเขาคนนั้นเบาๆ

พี่ มาช่วยผมหน่อย ผมอ่านหนังสือไม่ทันแล้ว ช่วยออกมาบอกข้อสอบผมหน่อยครับ

 ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผีบัณทิตไม่ออกมาบอกข้อสอบผม ใช่ครับ ผีไม่มีในโลกจริงๆ