วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

ปาราชิก



พระสงฆ์ต้องมีเสขิยวัติ เสขิยวัตร คือกริยาอันเหมาะสมแก่สมณะสารูป ไม่ว่าจะเดินกิน นั่งและอื่นๆต้องสำรวม กริยาท่าทางทุกท่วงท่า ต้องดูงาม พระต้องรักษาศีล 227 ข้อ ซึ่งแต่ละข้อบังคับก็มีที่มาที่ไป อดีตกาลครั้งเมื่อพระสัมมาสัมพุธเจ้ายังไม่ปรินิพพาน พระสงฆ์ทำผิดหรือทำไม่เหมาะสม หรือไปทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ท่านก็จะบัญญัติห้ามเรื่องราวต่างๆไว้ รวม 227 ข้อที่เรียกว่าศีล 227 ข้อจริงๆแล้วเป็นเหมือนข้อกำหนดของการใช้ชีวิตในทางธรรมเสียมากกว่า อย่างบางข้อเราอาจนึกไม่ถึง เช่น พระห้ามยืนปัสสาวะ อาจเพราะท่าทางที่ดูไม่งาม แต่ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่า พระสวมสบง การที่ถกสบงยืนปัสสาวะ คงเป็นภาพที่ไม่งาม ในสมัยก่อนไม่มีห้องน้ำห้องส้วม ต้องจัดการกลางป่า ท่านจึงบัญญัติให้นั่งทำธุระ จะดูเหมาะสมกว่า
ถ้าการลงโทษที่รุนแรงที่สุดของทางโลกคือประหารชีวิต ทางพระคงจะเป็นการอาบัติปาราชิก นั่นคือการล่วงละเมิดสิกขาบทประเภท ครุกาบัติ หรืออาบัติหนัก พระภิกษุจะขาดจากความเป็นพระภิกษุทันทีเมื่อทำผิดสำเร็จใน 4 อย่างนี้คือ 1 เสพเมถุน กับคนหรือสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย 2 ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ 3 พรากกายมนุษย์จากชีวิต ก็การฆ่าคนนั่นแหละ 4 กล่าวอวดอุตริมนุสธรรม แต่ข้อที่พระภิกษุกลัวมากที่สุดคือข้อแรก การเสพเมถุนกับคนหรือสัตว์ตัวเมีย
เณรตะวัน เป็นเณรหนุ่มรูปงามจากสิบสองปันนา บวชเณรตั้งแต่ 7 ขวบ ตอนนี้อายุได้ 17 ปี มาอาศัยวัดอยู่เพื่อเรียนทางธรรม เรียนเปรียญธรรม 7  เณรตะวันที่มี เสขียวัติ ที่งดงามที่สุดในสายตาของผม ยามเดิน นั่งดูน่าเลื่อมใส อ่อนน้อม ตอนนั้นผมเรียน มอ 4 เข้าวัยรุ่นแล้ว อายุไล่เลี่ยกับเณรตะวัน ผมจึงเป็นเด็กวัดที่ชอบคุยกับเณรตะวันมากที่สุด ห้องเณรตะวัน สะอาด ขัดพื้นมันวับ จัดหนังสือ ระเบียบเรียบร้อย ตอนหัวค่ำเณรจะนั่งท่องบาลี จนดึกดื่น ผมมักจะเอาหนังสือไปนั่งอ่าน ในห้องเณรเป็นประจำ เณรตะวันใจดี มักจะเก็บอาหารดีดีที่ได้รับบิณฑบาตมา เผื่อไว้ให้ผมตอนเย็นเสมอ เราสองคนเป็นเพื่อนที่สนิทกันแม้ว่าจะเดินคนละทางของเส้นทางชีวิต เณรตะวันชอบถอดจีวร และอังสะ เหลือแต่สบง ยามเมื่ออยู่ในห้อง เณรจากสิบสองปันนาผิวขาวผ่อง ยามแสงเทียนจับต้องกาย เป็นภาพที่ผมเห็นจนชิน คืนวันศุกร์ ผมมักจะนอนที่ห้องของเณรตะวัน อยู่เสมอๆ เตียงของเณร ใหญ่พอที่ผมกับเณร จะนอนเบียดกันได้ สบายทั้งคืน
หลังเสร็จสิ้นการปิดภาคเรียนเมษายน ชีวิตการเรียนในเทอมใหม่ก็เริ่มขึ้น ผมก็ใช้ชีวิตในวัดตามบรรยากาศเดิมๆ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมใจหาย เณรตะวันไม่อยู่แล้ว เณรตะวันไม่ได้ย้ายวัดไปอยู่วัดอื่น เณรตะวันสึกจากเณรแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน ไม่มีใครรู้ว่าเณรตะวันไปไหน มีเพียงหลวงตาเตาที่ทราบเรื่องนี้
“ ไอ้ตะวันเหรอ มันสึกไปแล้ว สมภารจับได้มันเอาผัวเด็กที่ไหนไม่รู้มานอนกันที่ห้อง สามวันสามคืนไม่ลงฉัน ไม่ลงสวด สมภารขึ้นไปเจอ จับได้คาหนังคาเขา เลยให้สึก ตอนนี้มันไปเช่าบ้านอยู่กับผัวมันหลังวัดนู่น”
ภาพเณรตะวัน ถอดจีวร อังสะ เหลือแต่สบง ผิวขาวผ่อง นอนกับผมบนเตียงหลังนั้น ผุดขึ้นมาในสมองที่กำลังมึนชา