วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รางวัลที่ 2


หลายๆคนถามผมว่า อยู่ในวัดมานานขนาดนี้ เห็นสภาพในวัด สัมผัสความเป็นพระในวัด แล้วไม่เสื่อมศรัทธาในพระหรือ ผมตอบแบบมั่นใจได้เลย ว่าไม่  กาลเวลาผ่านไปสองพันห้าร้อยกว่าปีหลังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสร็จปรินิพพาน แต่สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่คือพระธรรมคำสั่งสอน ของพระพุทธองค์ ซึ่งยังคงต้องให้พระสงฆ์เป็นผู้เผยแผ่พระธรรมอยู่ต่อไป การใช้ชีวิตในทางธรรมในโลกปัจจุบัน ต้องปรับก้าวไปพร้อมกับโลกยุค  3 G พระหลายท่านที่มีชื่อเสียงก็ต้องใช้เทคโนโลยี ต่างๆเข้ามาช่วยในการเผยแผ่พระธรรมคำสอน มัวแต่ไปฟังธรรมกันในป่า ไปนอนวัดสองสามคืนเพื่อนั่งสมาธิ เสวนาธรรม มันทำได้ยาก ในชิวิตปัจจุบัน พระแก่ผ่านพรรษามาเยอะๆ และคงเป็นพระไปตลอดชีวิต คือคงตายในผ้าเหลืองนั่นแหละ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างก้ำกึ่งระหว่างการใช้ชีวิตทางโลกและทางธรรม แต่ถ้าท่านเหล่านั้นยังทำวัตร บิณฑบาต สวดมนต์ ทำกิจของสงฆ์ ผมก็ไหว้พระเหล่านั้นด้วยความสนิทใจ ไม่มีความเคลือบแคลงใจแม้แต่น้อย

หลวงตาเตา บวชตั้งแต่ตอนหนุ่มๆ จนวันนี้ครองผ้าจีวรมาแล้ว 50 พรรษา การเรียกพรรษาจะไม่ใช่อายุของพระคนนั้นๆ แต่จะนับเริ่มจากเป็นพระแล้ว อย่างหลวงตาเตา มีอายุ 74 ปี แต่ชีวิตทางพระ คือ 50 พรรษา นั่นคือหลวงตาเตาบวชตอนอายุ 24 ปี และเป็นพระผ่านฤดูฝน ได้เข้าพรรษามาแล้ว 50 ครั้ง การดำเนินชีวิตของหลวงตาก็ยังคงทำกิจของสงฆ์อย่างสม่ำเสมอ ผมจึงไหว้หลวงตาเตาอย่างสนิทใจ

หลวงตาเตาชอบฉันหอยแครงลวกเป็นที่สุด แต่ลองคิดดูสิครับว่าเราๆท่านๆ ถ้าจะไปเลี้ยงพระ จะมีกี่คนนึกถึงเมนูหอยแครงลวกถวายพระ หลวงตาเตาจึงวานพวกเราไปตลาดและให้เงินไปซื้อหอยแครงมาลวกเอง การลวกหอยแครงของหลวงตาไม่ธรรมดาผมไม่เรียกลวกดีกว่าเรียกเอาน้ำร้อนราดน่าจะดีกว่า แกชอบลวกเลือด แกจะมาบัญชาการการลวกหอยด้วยเอง ตั้งแต่ต้มน้ำเลยทีเดียว เดือดแค่ไหน แกจะบอกเอง แล้วก็จะลวกตอนไหนยังไงแกสั่งการณ์ บ่อยครั้งพวกเราก็ลวกสุกไปไม่พอใจหลวงตาซักทีจนบอกแกไปว่า หลวงตามาลวกเองเลยดีไหมจะได้ถูกใจ แกก็จะตะคอกกลับมาทุกที เฮ้ยกูลวกเองได้ไง มันบาป

หลวงตาเตากับหวยและสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นเรื่องที่คู่กัน ไม่มีงวดไหนเลยที่หลวงตาจะพลาด หวยใต้ดินแกจะมีเจ้ามือหวยคนประจำมาบริการถึงกุฏิ บริการประทับใจ เรียกว่าเหมือนเจ้าหน้าที่มาทำธุรกรรมกับเราท่านๆถึงบ้านนะแหละ แกจะมีตัวเลขเด็ดของแกเสมอ  วันหวยออกแกจะนั่งคำนวณตัวเลขเด็ดของแกห้ามใครไปกวนเด็ดขาด ส่วนสลากกินแบ่งรัฐบาลหลวงตาจะไม่ค่อยดูเลข แต่จะใช้วิธีซื้อเป็นปึก เพราะแกว่าเลขเยอะแกดูไม่ถูกแต่ก็ชอบซื้อ ผมเคยแอบเห็นในย่ามหลวงตาเตา มันเต็มไปด้วยสลากกินแบ่งรัฐบาล

“พี่ป๊อก หลวงตาเตาถูกรางวัลที่สอง” ไอ้เปี๊ยกวิ่งมาบอกผมหน้าตาตื่น

ผมรีบวิ่งไปกุฏิหลวงตาเตาจะไปดูให้เห็นกับตา หลวงตาเตานั่งจิบน้ำชาหน้าตาเป็นปกติ

“หลวงตา หลวงตา ถูกรางวัลที่สองเหรอรวยเลย ขอตังใช้บ้างสิ” หลวงตาเตาวางถ้วยชาลง

“โอย อย่างกูหนะรางวัลที่สองไม่พอร๊อก กะที่ซื้อมาตลอดชีวิต ต้องรางวัลที่ 1 สักสองทีถึงจะคุ้ม แล้วไอ้ที่ถูกรางวัลที่สองหนะ กูดูผิด เอาสลากของงวดที่แล้วมาตรวจกะงวดนี้”

 

วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ผมผี



                บางทีผมก็คิดอยู่เหมือนกันว่านี่เราเป็นเด็กวัดหรือเปล่าหว่า ทำไมไม่ค่อยจะเหมือนความรู้สึกที่เคยรับรู้มาก่อนจากหนังสือ หรือคำบอกเล่าว่า เด็กวัดต้องขัดกุฏิทุกวัน เด็กวัดต้องกวาดใบไม้ลานวัด เด็กวัดต้องขัดห้องน้ำ เด็กวัดต้องจาน หรือว่า ตอนนี้วัดได้แปรเปลี่ยนไปตามกาล ที่ต้องปรับเข้ากับสภาพสังคม กุฏิจากที่เป็นไม้ก็กลายเป็นกระเบื้องไม่ต้องขัดถูมาก ต้นไม้ในวัดหายไปเพราะโดนโค่นทำลานจอดรถ จึงไม่ต้องกวาดลานวัด แต่ช่วยเก็บเงินค่าจอดรถแทน ห้องน้ำสมัยก่อนอาจเป็นแค่อ่างที่แค่รองน้ำแล้วไปยืนรอบอ่างอาบน้ำ กัน ตอนนี้ห้องน้ำก็กลายเป็นห้องๆ หรือว่าตอนนี้มีคนครัวที่คอยล้างจาน เด็กวัดอย่างเราๆจึงไม่ต้องล้างจานอีกต่อไป

                เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง ใกล้ชิดกับพวกเราในวัดจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ภายในวัดเสียมากกว่า มีพี่เด็กวัดคนเก่าๆบอกว่า ในวัดมีเงินวางอยู่ทั่วไปอยู่ที่ว่าใครจะเก็บเอามาใช้เป็น นั่นเพราะวัดเป็นสถานที่ ทุกคนมาจ่าย จ่าย และจ่ายเงิน งานศพแต่ละศพ คนเป็นที่เหลืออยู่ก็ต้องจ่าย จ่าย มาทำบุญก็ต้องจ่าย ในวัดจึงเกิดอาชีพแปลกๆมากมาย อย่างที่ผมเคยเล่าไปเมื่อตอนก่อนๆ เป็นยาม รับจ้างล้างจาน เผากระดาษ รับจ้างจุดธูป แต่อย่างไรก็ตาม อาชีพที่สำคัญและทำเงินได้มากที่สุด คืออาชีพสัปเหร่อ

                สัปเหร่อจะเริ่มรับงานตั้งแต่ศพเข้าศาลา จะสวดสามวัน ห้าวัน หรือแม้แต่เจ็ดวัน สัปเหร่อจะต้องดูแลไปจนกว่าวันเข้าเตาเผา หรือเอาไปฝัง งานดูแลความสะดวกทุกอย่างในศาลา กวาดถูศาลา อาราธนาศีล เก็บเก้าอี้ กวาดพื้น ปิดไฟศาลาเป็นอันจบงานในแต่ละวัน รายได้จะมาจากทางวัดที่ให้เป็นค่าจ้างรายวันอยู่แล้ว แต่นั่นแค่ส่วนน้อยกับที่ได้จากเจ้าภาพงานศพ ที่เค้าจะไหว้วานใช้งานและให้ค่าน้ำใจ ไอ้ค่าน้ำใจเนี่ยแหละ มันมากกว่าค่าจ้างที่วัดให้มากกว่าหลายเท่านัก แต่บางคนก็มีวิธีการหาเงินแบบแปลกๆ

                พี่สิทธิ์ สัปเหร่อหนุ่ม อายุไม่เกิน 40 แกมาจากวัดใกล้ๆมาของานทำเมื่อทราบว่า ลุงหนูสัปเหร่อมือ 1 ตายไปไม่กี่วัน แต่ไม่ต้องผ่านการสอบสัมภาษณ์อะไรมากนักเหมือนระบบการรับเข้าทำงานเอกชน เพราะพี่สิทธิ์มีใบเบิกทางการทำงานเป็นคำแนะนำผ่านมาทางเจ้าอาวาสวัดที่แกเคยทำมาก่อนแล้วนั่นเอง สัปเหร่อมือ 1 จึงเป็นของพี่สิทธิ์อย่างง่ายดาย พี่สิทธิ์แกหาเงินเก่งมาก แกเอาหมดทุกทาง เจ้าภาพให้ไปซื้อดอกไม้ ราคา 60 บาทแกบอก 100 บาท พวงหรีดที่เป็นโฟม พอถึงวันสุดท้ายเผาศพแกก็แกะเอาดอกไม้ออก รวบรวมขาย แกบอกว่าแกไม่ได้เรียนหนังสือ ความรู้ก็ไม่มี มาทำอาชีพสัปเหร่อ งานไม่มีเกียรติ ใครๆก็รังเกียจ แกจึงตั้งใจว่าตัวแกเองจะหาเงินจากอาชีพสัปเหร่อที่แกทำทุกเม็ด ทุกรูปแบบ ให้มากที่สุด วันหนึ่งผมได้รู้ว่าแกมีวิธีหาเงินแปลกๆ อีกอย่าง

                ศพนักศึกษาสาว 24 ปี ตายเพราะอุบัติเหตุ รถชนคอสะพานตายคาที่ สวดอยู่ห้าวัน ก็เผา วันนั้นนึกสนุก เป็นวันเสาร์ อยากไปช่วยพี่สิทธิ์เผาศพ อยากรู้สัปเหร่อหนุ่มกะสัปเหร่อแก่แบบลุงหนูจะมีลีลาต่างกันอย่างไร

                เสียงกระดิ่งยาว เป็นสัญญาณที่ต้องปิดม่านหน้าเตาเผา ญาติพี่น้องที่ดูหน้าศพครั้งสุดท้าย ก็ต้องเดินลงจากเมรุไป หลังจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของสัปเหร่อ ก่อนพี่สิทธิ์ปิดฝาโลงแก ควักถุงพลาสติกมา 1 ในพร้อมกรรไกรที่เตรียมมา เอื้อมลงไปตัดผมยาวสลวยของศพสาว ผู้นั้นแล้วยัดใส่ถุงพลาสติก ก่อนปิดฝาโลงดันโลงเข้าเตา แกเดินมาคุยกับผม ด้วยอาการโล่งใจ

เฮ้อ ได้ครบตามใบสั่งซะที รอมาหลายวันกว่าจะเจอผมสวยๆ ร้านเสริมสวยมันโทรมาทวงกูยิกๆทุกวันเลยหวะ บอกลูกค้ารอจะต่อผม ให้เร่งหาให้หน่อย”

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ไปทำงาน


สังคมในวัดเป็นสถานที่ ที่รวบรวมเอาผู้คน จากหลากถิ่น หลากภาษามารวมกันอยู่อย่างลงตัว ทุกคนมีหน้าที่และความต้องการในแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน แต่ทุกคนก็ได้รับการตอบสนองความต้องการนั้นอย่างพอใจทุกคน สังคมพระก็จะมีพระศึกษาเล่าเรียน พระเหล่านี้จะคร่ำเคร่งในการศึกษาเล่าเรียน กลางคืนจะท่องบทธรรมะดังไปทั้งห้อง พระรับนิมนต์ ก็จะมีหน้าที่รับนิมนต์ งานศพ งานขึ้นบ้านใหม่ งานมงคลทั่วไป พระรับนิมนต์จะไม่ค่อยอยู่วัดไม่เหมือน พระรับสังฆทาน เหมือนหลวงตาเชียงคงจำกันได้ที่แกเป็นเศรษฐีถังสังฆทานพระแบบนี้จะไม่ไปไหนเฝ้าวัดอยู่ตลอดรอรับญาติโยม มาทำบุญ แต่ทุกรูปก็อยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพราะถึงยังไงก็ต้องฉันข้าวโต๊ะเดียวกันทุกวัน อยู่แล้ว

 สังคมเด็กวัด ก็มีทั้งเด็กวัดที่มาอาศัยเพื่อเล่าเรียนซึ่งเป็นเด็กวัดส่วนใหญ่ ตั้งแต่เรียนชั้นประถม จนถึงระดับมหาวิทยาลัย ช่องว่างระหว่างวัยจะมีมาก พวกเด็กเล็กก็จับกลุ่มกันเอง พวกรุ่นพี่ที่เรียนมหาวิทยาลัยก็มักจะไม่ค่อยได้ช่วยช่วยงานวัดสักเท่าไหร่ เพราะถือว่าเรียนหนัก หลวงตาจะไม่เคี่ยวเข็ญ เหมือนรุ่นเด็ก ที่พอถึงเวลาสองทุ่มต้องเข้าห้องใครห้องมันไม่ให้มั่วสุม เพื่อจะใช้เวลาในการอ่านตำรา หนังสือ  แต่สิ่งที่ทุกคนมีพลังใจและมีแรงบันดาลใจในการศึกษาเล่าเรียน คือรูปบัณฑิตรุ่นพี่ในชุดครุย แขวนอยู่บนประตูหน้าห้องที่พี่ๆเหล่านั้นได้เคยพักอาศัยอยู่ ความฝันแค่เพียงจะเอารูปเรามาแขวนบ้าง เพียงแค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกเราตั้งใจอ่านหนังสือเล่าเรียน อีกทั้งทุกคนมาจากครอบครัวที่ขัดสน การเรียนจบได้รับปริญญา คือหนทางที่จะได้มีอนาคตที่ดีในวันหน้า

ส่วนเด็กวัดอีกประเภทพวกนี้ไม่มีโอกาสเรียนแต่ขอโอกาสทำงานในวัด หรืออาจทำงานที่อื่น แต่มาขออาศัยวัดอยู่ แต่เด็กวัดพวกนี้มีไม่มากนักเพราะว่าจะอยู่ได้ไม่นาน เมื่อมีเมียก็ออกไปอยู่กับเมียนอกวัดทุกคน เด็กวัดประเภทนี้พวกเราไม่ค่อยได้สุงสิงสักเท่าไหร่เพราะว่า ด้วยวัยที่ห่างกันทำให้ไม่สนิทเหมือนรุ่นเดียวกัน พี่นนท์ เป็นเด็กวัดในประเภทนี้ แต่พี่นนท์เป็นขวัญใจพวกเราเพราะแกใจดี ชอบพาพวกเราไปเลี้ยงข้าว พี่นนท์แกเป็นคนปักษ์ใต้ เมืองนครตัวดำปี๋ ผมหยิกหยอย พูดตรงไม่อ้อมค้อม เป็นคนจริง ชอบยิ้มตาหยี ประวัติแกไม่มีใครรู้ แกมักจะหายไปจากวัดทีละสามสี่วัน แล้วก็กลับมา แต่ละเดือนแกหายไปสามสี่รอบ แต่ไม่มีใครใส่ใจ  ในวัดแกช่วยงานได้หมดทุกอย่างแล้วแต่พระจะใช้ไหว้วาน ช่วงแกหายไป เคยถามแกว่าไปไหน แกตอบว่า ไปทำงาน   ห้องพักพี่นนท์สกปรก รกที่สุด แต่พวกเรามักจะชอบไปห้องแกและดูแกขัดปืนกระบอกโต แกบอกว่าปืนกระบอกนี้พ่อให้มา แกรักมากเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่แกมีและมีค่าที่สุด แกรักปืนของแกมาก

วันหนึ่งพี่นนท์แบกเป้ใบย่อมออกไปจากวัด เหมือนเช่นทุกครั้งผมถามแกว่าไปไหนแกว่า ” ไปทำงานเกาะพะงัน สามสี่วัน  ไปยิงคน” แล้วแกก็ยิ้มตาหยี เดินออกจากวัดไป

ผ่านไปหลายวัน ในเช้าวันหนึ่ง พี่นนท์กลับมาแล้ว  หลังอาหารเช้าในวันหยุด พวกเราจะรวมตัวกันเปิดทีวีส่วนกลางของวัด ดูหนัง ดูข่าวกัน เป็นกิจวัตที่พวกเด็กวัดจะรวมตัวกันทุกคน พี่นนท์เดินมาที่ผม โยนหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หัวเขียว ลงตรงหน้า ดูพาดหัวข่าว
“ ยิงร่างพรุน ดับเจ้าของรีสอร์ทชื่อดัง เกาะพะงัน “ ผมหันไปมองหน้าพี่นนท์ พี่นนท์มองหน้าผม แล้วยิ้มตาหยี

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ส้อมย่างผี


                ลุงหนูเท้าไฟ เป็นสัปเหร่อและยามมานานคู่วัดมากว่า 50 ปี แกเล่าว่าสมัยหนุ่มๆ แกมาทำก่อสร้างแล้วก็มารับทำกุฏิ ที่วัด อยู่ในวัดหลายๆวัน อีกทั้งแกไม่กลัวผี จึงได้รับการทาบทามจากเจ้าอาวาสสมัยนั้นให้ อยู่ที่วัดและแต่งตั้งเป็นสัปเหร่อมือหนึ่งแทนคนเก่าที่ตายไป ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนบัดนี้แกอายุ จะเจ็ดสิบแล้ว วัดเป็นบ้านแกมาตลอดแกไม่เคยมีญาติพี่น้องที่ไหนที่ต้องกลับไม่เยี่ยม และแกไม่เคยพูดถึงเลย ฉายาเท้าไฟมาจากที่ครั้งหนึ่ง ไม้หล่นทับเท้าขวาแตกละเอียด เลยต้องตัดออก ก็จะเหลือขาด้วนๆแกจะเดินด้วยขาข้างที่เหลือ และที่เป็นเท้าไฟเพราะเมื่อเจ้าภาพเผากระดาษ ตามพื้นศาลาแกมักจะเอาเท้าข้างที่ขาด ไปเหยียบๆเพื่อดับไฟ จึงเป็นที่มาของตาหนูเท้าไฟ

                ลุงหนูเท้าไฟค่อนข้างสนิทกับผมทีเดียวเพราะผมชอบไปนั่งคุยเรื่องเก่าๆ ผมกลับบ้านได้อะไรมาจากบ้านนอกก็เอาไปฝากแก แกเป็นคนชอบเล่าและชอบเหล้าด้วย ลุงหนูจะมีกุญแจวัดทุกประตู และเมื่อถึงเวลาสี่ทุ่ม ประตูวัดทุกประตูจะล็อกหมด เพราะฉะนั้นใครกลับมาวัดหลังสี่ทุ่ม ต้องปีนประตูเหล็กอย่างเดียวแล้ว แต่นั่นไม่ใช่ผมแน่เพราะผมจะมีกุญแจสำรองที่ตาหนูให้ผมไว้ดอกหนึ่งเอาไว้เปิดประตู จะกลับมาดึกดื่นแค่ไหนจึงไม่ใช่ปัญหาของผมเลย  ช่วงเวลาและสถานที่แห่งการสนทนาระหว่างผมกับตาหนูคือหลังเตาเผาศพ ขณะที่แกกำลังทำงาน เหล้าขาวหนึ่งขวดกะแสงไฟจากเตาเผาศพทำให้เพิ่มอารมณ์การเล่าเรื่องของแกได้อรรถรสมาก ตามธรรมดาแล้วคนทั่วไปเวลาไปงานเผาศพจะมองเห็นแต่ภาพดอกไม้สวยงาม ด้านหน้า มีคนตรีประโคมผู้คนแต่งตัวชุดสีดำ เป็นระเบียบเรียบร้อย เดินขึ้นมาวางดอกไม้จันทน์แล้วก็กลับ เสร็จภารกิจ แต่เบื้องหลังการเผาศพนั้น สัปเหร่อคือพระเอกตัวจริง ก่อนเผาต้องเช็คระบบต่างๆเช็คน้ำมันต้องทดสอบจุดไฟ เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ส้อมย่างผี ลุงหนูเค้าเรียกนะผมก็ไม่รู้ว่าจริงๆเค้าจะเรียกอะไร น่าจะประมาณ เหล็กพลิกศพ เหล็กแทงผี เอาง่ายๆตามลุงหนูแล้วกัน คือส้อมย่างผี ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญมาก วิธีใช้คือใช้เสียบที่ศพแล้วพลิกให้ไฟเผาทั้งร่าง งานของลุงหนูจะเริ่มจริงๆเมื่อตอนที่เอาศพเข้าเตาแล้วแกก็รูดม่านปิด หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่แกตลอด ศพนี้เค้าเร่งจะเอาเถ้าต้องใช้ระบบเผาเร็ว แกว่า การเผาศพเตาสมัยใหม่เลือกได้หลายโหมด จะเอาเร็วช้า จะเอาแต่เถ้า จะเอากระดูกปน หรือแบบเอากระดูกยังเป็นท่อน สามารถแจ้งได้ ลุงหนูจะจัดให้ แกบอกว่าจะจนจะรวย จะสวยจะหล่อยังไง ไฟเผาได้ทุกคน เตาเผาด้านหลังจะเป็นช่องให้มองเห็น ว่าไหม้แค่ไหนแล้ว และจะต้องใช้เหล็กหรือส้อมย่างผี เสียบแล้วพลิกไปมา แกลองให้ผมทำดู ไม่ยากเลยแต่ต้องใช้กำลังมือมากพอสมควรในการยกศพ เพราะไฟจะพ่นมาจากด้านบน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพลิกไม่งั้นไหม้ไม่หมด  ตอนนี้ที่น่าขนลุกที่สุดคือตอนที่โลงด้านบนไหม้หมดแล้ว และไฟกะลังเผาไปที่ร่างศพ สักพักหนึ่ง แทบทุกศพ จะกระเด้งงอตัวขึ้นมา เหมือนว่าลุกนั่ง แล้วไฟก็ค่อยๆเผาส่วนหัวไปก่อน จนหมดแล้วก็เผาส่วนตัวตามมา ลุงหนูสาละวนอยู่กับการย่างผีของแก พร้อมกรึ๊บเหล้าขาว 40 ดีกรี ฮัมเพลงเบาๆและไปเร่งน้ำมันเพื่อเร่งการเผา อย่างมีความสุข

                วันหนึ่งผมกลับมาจากต่างจังหวัด  ไม่ลืมที่จะเอาของมาฝากลุงหนู ผมเดินไปที่เมรุ ที่แกนั่งประจำ เจอหลวงพ่อหลวงพ่อบอกว่าตาหนูตายแล้วสวดคืนเดียวไม่มีญาติพี่น้อง ตอนนี้กำลังเผาอยู่ในเตา ผมรีบวิ่งไปหลังเตาเผา มองเข้าไปในเตาเผา ไฟแรงลุกแดงฉาน กำลังเผาร่างลุงหนู ทันใด!! ศพลุงหนู กระตุกลุกขึ้นมานั่งเหมือนรู้ว่าผมมา แล้วผมก็ได้ช่วยลุงหนูเป็นครั้งสุดท้าย ใช้ส้อมย่างผี พลิกร่างแกให้ไฟเผาไหม้จนหมด

ซองโต

หน้าที่สำคัญอีกอย่างของเด็กวัด คือการเดินตามหลังหลวงพ่อหลวงพี่บิณฑบาตตอนเช้า ย่าม ปิ่นโต กระสอบเป็นของใช้ประจำกายของเด็กวัดทุกคนจะต้องมีเป็นของตัวเอง ดูแลกันอย่างดี เพราะถือว่าเป็นเครื่อ
มือทำมาหากินอย่างหนึ่งเลยทีเลย ตามปกติแล้วเด็กวัดมักจะตามหลังพระใครพระมัน ไม่สิหมายถึงถ้าไปกะพระรูปใหนก็จะไปด้วยกันตลอด เหมือน BUDDY ตำรวจเมืองนอกอย่างไรอย่างนั้น นั่นเพราะว่า เด็กวัดต้องเข้าใจและตอบรับสไตร์การบิณ ของพระแต่ละท่านให้ดี ว่ามีรูปแบบใหน รับของทางใหน หยิบอย่างไร ดูปริมาณแค่ใหนที่ต้องย้ายจากบาตรมาใส่กระสอบ เป็นศิลปะชั้นสูงเลยทีเดียว นั่นเพราะว่าเมื่อเราได้ตามหลังและพระท่านสะดวกในการบิณ และชอบเรามากเท่าไหร่ นั่นหมายถึงค่าขนมที่ท่านจะเมตตาให้เรามากซองขึ้นเท่านั้น
พระมีไม่กี่แบบ พระหนุ่มรับหมด ทุกโยม พระแก่พรรษาหน่อยก็เน้นซอง กะเจ้าประจำ คราใดที่จำต้องเดินตามหลังพระหนุ่มเตรียมกระสอบกะค่าสามล้อได้เลย เพราะว่าท่านจะรับไปตลอดทางเดินไปไกลมากๆๆ เด็กวัดอย่างเราต้องเก็บของใส่กระสอบวางไว้เป็นจุดๆเมื่อเต็มกระสอบ ขากลับก็จ้างสามล้อไล่เก็บทีเดียว ส่วนพระแก่พรรษาหน่อยมักจะยืนเป็นที่ๆแล้วจะมีโยมประจำมาใส่ไม่เน้นข้าวปลาอาหาร เน้นซองชมพู เดินตามหลังพระแก่หน่อยไม่ค่อยเหนื่อย
การรับบาตรพระจะไม่หยิบซองเอง พระมีหน้าที่เปิดบาตรปิดบาตร หน้าที่เก็บซองจึงเป็นหน้าที่ของเด็กวัดที่จะหยิบใส่ย่ามไว้แล้วรวบรวมให้พระท่านเมื่อมาถึงวัดแล้ว
งานบุญใหญ่ของจะเยอะเป็นพิเศษ นั่นก็ต้องเป็นหน้าที่เด็กวัดต้องตระเตรียมกระสอบ ย่ามมากขึ้นเป้นเงาตามตัว อาหารแห้ง ซองย่อมมากเป็นเงาตามตัว เมื่อกลับมาถึงวัดทุกครั้งพระท่านก็จะหยิบซองที่ได้รับมาให้เป็นค่าขนมสักสองสามซอง
วันนึงไอ้เปี๊ยกเข้ามาหาแล้วถามว่า ทำไมมันดวงไม่ดีเลย ไปบิณฑบาตร กลับมาหลวงพี่หยิบซองให้ มีแต่แบงค์ 20 ทุกทีนานนาน ครั้งจะได้แบงค์ ร้อย นับว่าครั้งนั้นดวงดีจริงๆ มันว่าทำไมผมถึงดวงดีนัก ได้แต่ละทีก็แบงร้อย ตลอด เลย พี่ดวงดีจริงๆ เลยหวะ
ไอ้เปี๊ยก มึงรับซองใส่ย่ามเองใช่ปะ
ครับพี่
มาถึงวัดมึงรวบรวมซองให้หลวงพี่ใช่ปะ
ครับพี่
หลวงพี่หยิบซองบนๆให้มึงใช่ปะ
ครับพี่
เออแล้วไมมึงไม่ส่องดู ก่อนเก็บเข้าย่ามวะ แดงหรือเขียว แยกแดงเขียวออกจากกัน พอรวบรวมให้หลวงพี่มึงก็เอาแดงไว้ด้านบน กูรับรองมึงดวงดีทุกครั้งหวะ
*****

ถังสังฆทาน


รถยนต์คันใหญ่บ่งบอกฐานะของคนในทางโลก แต่ในทางธรรมะ พระรูปใดมีถังสังฆทานมากแค่ไหนจะแสดงถึงบารมีและฐานะมากขึ้นเท่านั้น หลวงตาเชียง เป็นพระรูปหนึ่งที่ใต้เตียงและพื้นที่ว่างหลังห้องเต็มไปด้วยถังสังฆทาน ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ปะปนกันไป ไม่ต่ำกว่าร้อยถัง เทคนิคของหลวงตาเชียง คือการให้พรนานๆ พรมน้ำมนต์เยอะๆจนผู้มาทำบุญตัวเปียกปอนไปตามกันอีกทั้งลีลาการพูด ทำให้มีญาติโยมเจ้าประจำมาถวายสังฆทานไม่ได้ขาด แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลหลักซะทีเดียวที่หลวงตาเชียงจะมีฐานะมั่งคั่งด้วยจำนวนถังสังฆทาน แต่เป็นเพราะว่าหลวงตาเป็นตัวยืนในการรับถังสังฆทานประจำวัดต่างหาก ด้วยที่ไม่ค่อยรับกิจนิมนต์ จึงอยู่ประจำวัดตลอดทั้งวัน ผู้ทำบุญมาติดต่อ ยามก็จะบอกให้มาหาหลวงตาเชียง แทบทุกคน

                ด้วยนิสัยหลวงตาเชียงเป็นคนที่ค่อนข้างงก ไม่ค่อยใจกะเด็กวัดสักเท่าไหร่ บ่อยครั้งที่หลวงตาเปิดรองน้ำใส่อ่างไว้รออาบ แล้วกลับมาที่ห้องเพื่อรอน้ำเต็มอ่าง จะมีพวกรุ่นพี่เด็กวัดตัวแสบรวมถึงผมในบ้างครั้ง ไปแอบอาบซะก่อนที่แกจะมาอาบ วันนั้นจะได้ยินเสียงด่าพ่อ ด่าแม่ดังลั่นไปทั่วทั้งกุฏิ แต่มีสิ่งหนึ่งที่หลวงตาเชียงต้องเอาใจพวกเราในรอบ 1 เดือนคือวันที่ไอ้ตี๋ปิ๊กอัพขาว มาที่วัด  ไอ้ตี๋ ขับปิ๊กอัพขาวใส่โครงเหล็กมาที่วัดทุกๆ เดือน มาทำอะไรหละครับ มาทำธุรกิจครับ มันมารับซื้อถังสังฆทานจากพระในวัด แต่ไอ้ตี๋มันเลือกลูกค้ามากถ้าถังสังฑทานจากพระรูปอื่นๆมันจะแกะแล้วก็แยกซื้อ เป็นของเกรดบี นั่นเพราะพระรูปนั้นแกะของออกมาใช้นั่นเอง แต่ถ้าหลวงตาเชียง จะเป็นลูกค้าเกรดเอ ทุกถังไม่ต้องเช็คเพราะหลวงตาไม่แกะ รับยังไงไปอย่างนั้น ทีนี้ที่แกต้องเอาใจพวกเราเพราะว่า แกต้องวานให้พวกเราขนถังในห้องแกไปใส่รถไอ้ตี๋ไอ้ตี๋มีหน้าที่แยกขนาดแล้วก็นับจำนวน ถังใหญ่จ่ายแพง เล็กหน่อยก็ราคาลดลงมา แต่มันไม่เคยตรวจสภาพสินค้า ที่มาจากห้องหลวงตาเชียงเลยแม้แต่ครั้งเดียว เรารับเงินแล้วก็เอาไปให้หลวงตาเชียง นี่จึงเป็นที่มาว่าถึงแกจะโกรธยังไง สุดท้ายก็ต้องคุยดีกะพวกเรา เอ แล้วสงสัยไหมทำไมแกไม่มาดูแลการซื้อขาย เอง ใช่เพราะไม่งามนั่นเอง หน้าที่ทอนถังเป็นเงินต้องพวกเราเท่านั้น ซึ่งวันนี้เป็นทีของพี่นนท์ เด็กวัดรุ่นเดอะอยู่มานานมากเรียนรามมาแล้ว 7 ปี รับหน้าที่ขนถังใส่รถแล้วจัดการธุรกรรมกับหลวงตาเชียงเรียบร้อย

                ตอนเย็น  พี่นนท์เดินเข้ามาเคาะประตูห้องทุกห้อง ไล่ตั้งแต่ห้องแรกยันห้องสุดท้าย เฮ้ยๆ ไปไปหลังวัดกูเลี้ยงบะหมี่เอง รวบรวมพลพรรคได้สี่ห้าคน ก็เดินกันไปกินบะหมี่ฟรี เพราะมีเจ้าภาพ

 “วันนี้พี่นนท์รวยเหรอ ถูกหวยเหรอเพ่ หรือว่าหลวงตาเชียงให้ค่าขนถังสังฆทานมาเยอะ ” ไอ้เปี๊ยกสงสัย

“โอย ให้กูมา 20 บาทกูกินคนเดียวก็ไม่พอแล้ว” ใช่ครับหลวงตาเชียงไม่เคยให้เงินใครเกิน 20 บาทผมไม่สงสัยเลยเพราะผมเคยได้มาแล้ว

“อ่าวพี่นนท์แล้วพี่ได้ตังมาจากไหนหละพี่ “ไอ้เปี๊ยกถามต่อ

“กูไปเอาถังเปล่าใบใหญ่ ในครัวยัดกระดาษหนังสือพิมพ์ แล้วเอาชา กาแฟ สบู่ ที่กูมีวางข้างบน ห่อกระดาษแก้ว ขายให้ไอ้ตี๋รวมกะของหลวงตาเชียงไป 5 ถัง ได้เงินมาพอเลี้ยงพวกมึงหละน่า” 

 

 

พระข้างห้อง


เด็กวัดยุคผมไม่ต้องนอนชานกุฏิ ไม่ต้องนอนหน้าห้องสมภาร หรือ นอนตามศาลา วัดในกรุงเทพจะมีกุฏิแยกเป็น ห้องๆ เป็นอาคารสองชั้น ฝาทำด้วยไม้เก่าๆ แต่ยังคงคอนเซป วัด นั่นคือไม่มีห้องน้ำภายในห้อง ต้องไปอาบน้ำจัดการภาระกิจส่วนตัวที่ห้องน้ำรวม จะว่าไปก็เป็นกุศโลบายที่ดีที่ พระท่านมักจะมาอบรมพวกเรายามที่รวมกันอาบน้ำตอนเย็น นั่นเพราะว่าเป็นเวลาเดียวที่ทุกคนจะอยู่รวมกันมากที่สุดนั่นเอง การแบ่งห้องที่พัก ปกติพระจะอยู่ชั้นบน พวกเด็กวัดทั้งหลาย พวกคนงานทั้งหลาย สัปเหร่อจะอยู่ชั้นล่างกัน ยกเว้นพระท่านที่พรรษาแก่มากๆแล้ว จะเดินขึ้นบันไดไม่ไหว จึงต้องจัดห้องชั้นล่างให้ เพื่อสะดวกในการทำภารกิจ

นิวาสถานอันแสนสุขของผม เป็นห้องชั้นล่างห้องที่สอง อยู่รวมกับรุ่นพี่อีกคนเอาช็อค ขีดแบ่งตรงกลางห้อง แยกซ้ายขวาสร้างอาณาจักรของใครของมัน ไม่ล่วงล้ำกัน ห้องมีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่ไม่ได้โปร่งเหมือนตึกสมัยนี้ ห้องแรกที่ติดกะผมเป็นที่จำวัดของอดีตเจ้าอาวาส พรรษาที่ 84 ท่านแก่มากแล้วเดินเหินลำบาก จึงได้แต่นอนจำวัดอยู่แทบจะตลอดวัน ผมจึงมีหน้าที่ที่ต้องตระเตรียม อาหารเช้าก่อนไปโรงเรียนให้ท่าน โดยการเอาไปวางไว้ใกล้ๆท่านแล้วจับเอามือท่านมาแตะที่ถาด แล้วผมก็ประเคน เป็นอันเสร็จหน้าที่ ท่านก็ฉันของท่านไป เป็นหน้าที่ต้องทำทุกวัน ถ้าติดติดธุระก็ต้องให้คนอื่นรับหน้าที่แทน  แต่เนื่องจากท่านเป็นพระที่ระเบียบวินัยจัดมาก ไม่ชอบเสียงดัง แล้วห้องของผมก็ดันเป็นห้องที่ติดห้องท่านพอดี  เพื่อนที่โรงเรียนก่อนพวกมันจะกลับบ้านมักจะเอาหนังสือการ์ตูนบ้าง หนังสือเปิดบริสุทธิ์บ้าง ที่พวกมันแอบซื้อแล้วไม่กล้าเอาเข้าบ้านจึงเอามาฝากไว้ที่ห้องผม ดังนั้นห้องผมจึงเป็น แหล่งพบปะซ่องสุมขนาดย่อมนั่นเอง พอพวกเพื่อนมาอยู่กันเต็มห้อง คราวนี้แหละความอึกทึกครึกโครมจะบังเกิด เสียงที่ผมชินและเจอบ่อยๆคือ พระข้างห้องเอาไม้เท้ากระแทกมาที่ฝาห้องแรงๆ แล้วก็มีเสียงตามมา “คุณ คุณ เงียบ เงียบ หน่อยพวกเราก็จะเงียบกันสักพัก แล้วก็จะดังขึ้นมาอีก เสียงพระข้างห้องก็จะกระแทกไม้เท้าแล้วบอกมาเลียงเบาเบา“คุณ คุณ เงียบ เงียบ หน่อย ทุกครั้งไป

ปลายเดือนมกราคมปีนั้น ผมไปเข้าค่ายรักษาดินแดนที่เขาชนไก่ จังหวัดกาญจนบุรี 7 วัน เย็นวันกลับมาถึงกรุงเทพ เพื่อสนิทผมสามคนมันบอกขอนอนที่วัดกับผมด้วย เพราะจะช่วยกันติวหนังสือสอบ คืนนั้นช่วงหัวค่ำบรรยากาศการติวเข้มข้นมาก แต่พอตกดึกหนังสือการ์ตูนเล่มใหม่ เปิดบริสุทธิ์เล่มล่าสุดก็เอาออกมาดูกัน แย่งกันไปมา เสียงอึกทึก“ปัง ปัง ปัง คุณ คุณ เงียบ เงียบ หน่อย” เสียงดังมาจากข้างห้อง ทุกคนหุบปากสนิท  อยู่ในความเงียบ แล้วก็แยกย้ายกันหามุมนอนในห้องผมนั่นเอง  

รุ่งเช้าผมเข้าโรงฉันเข้าไปตระเตรียม อาหารให้อดีตเจ้าอาวาสพระข้างห้อง เดินไปที่ห้องเคาะประตู ตามปกติ แล้วก็เปิดประตูเข้าไป เอาสำรับอาหารวางไว้ใกล้เตียงแต่ ไม่เห็นท่านนอนอยู่ คงไปเข้าห้องน้ำ มองเห็นไม้เท้าพิงอยู่ข้างฝา คงใช้งานเมื่อคืนที่เคาะฝาห้องผมนั่นเอง วางสำรับอาหารเสร็จ ก็เดินออกมาจะไปโรงเรียน ก็เห็นรถตู้วัด มีพระเต็มคันกำลังติดเครื่องรอ พระอีกรูปอยู่ จึงเข้าไปถามพี่จิตร คนขับรถ จะไปไหนกันพี่

“ ไปงานศพอดีตเจ้าอาวาส พระที่อยู่ข้างห้องป๊อกนะแหละ ท่านมรณภาพมาสามวันแล้วญาติมาเอาศพไปทำบุญที่อยุธยาบ้านเกิดท่าน”

ข้าวต้มแมว


อาตี๋ดำ คืนนี้ลื้อมาเสริฟข้าวต้มให้อั๊วที่ศาลา 5 นะ ยังจำอาแปะออแกนไนเซอร์งานศพเจ้าประจำได้ไหมครับ วันนี้ผมกลับมาจากโรงเรียนก็ได้รับการเสนองานทันที จริงๆแล้วแกจะเรียกผมว่าอาตี๋ อาตี๋ แต่ผมทำใจไม่ได้บอกแกไปว่า อาแปะผมไม่ใช่คนจีนนะตัวดำปิ๊ด อาแปะอย่าเรียกอาตี๋ ผมอายคนอื่นเค้า “ล่าย ล่าย อาตี๋ดำ” นับแต่บัดนั้น อาตี๋ดำจึงเป็นชื่อที่แกเรียกผม อาแปะแกเป็นคนมีเงินบ้านอยู่หลังวัด แต่แกว่างจัดลูกหลานก็เลี้ยงดูดีแต่แกไม่ชอบอยู่บ้าน เลยมารับงานจัดการงานศพที่วัดมาหลายปีแล้ว แกมีชื่อจีนว่า โหวถ่าย ไม่รู้แปลว่าอะไร  แต่พวกเราจะเรียกแกติดปากว่า อาแปะหัวไก่ หรือ หัวไก่ เฉยๆ แกก็ชอบชื่อนี้นะ เพราะเห็นเรียกแกแกก็หันมาและไม่มีท่าทีโกรธอะไร น้ำใจแกกว้าง เคยมีงานศพงานหนึ่งแกบอกเจ้าภาพว่าเอาโต๊ะจีนให้แก 1 โต๊ะ แล้วแกก็ชวนพวกเด็กวัดไปซัดโต๊ะจีน กันเต็มคราบ การไหว้วานจากหัวไก่จะไม่มี ต้องมีค่าตอบแทนเสมอ หัวไก่จึงเป็นที่รักของชาวเรา หัวไก่นอกจากจะเก่งเรื่องการจัดการงานศพแล้ว ฝีมือการทำอาหารก็ไม่เป็นสองรองใคร เข้าขั้นอร่อยเลยทีเดียวแกจึงรับเหมาทำอาหาร ด้วยเลยไปในตัว ข้าวต้มหมู กระเพาะปลา ก๋วยจั๊บ ทุกเมนูแกทำได้หมด และแต่ละคืนแกก็รับทำหลายๆศาลาด้วยสิ  เชพหัวไก่เป็นเชพที่ผู้ช่วยเชพจะชอบมาก แกไม่มีพิธีรีตองไม่ ต้องตระเตรียมส่วนผสมอะไรยุ่งยากข้าวสารก็เทใส่หม้อต้มเลยไม่ล้าง ผักมายังไงจากตลาดก็หักใส่ไปแบบนั้น ไม่ต้องคัดเลือกดีไม่ดี หัวไก่ไม่ต้องชิม แต่ทุกหม้อที่หัวไก่ทำยอมรับว่าอร่อย เลยทีเดียว

                หน้าที่เด็กเสริฟคือมารอพระสวดจบที่สาม ก็รับเอาถาดที่ใส่อาหารไปเสริฟญาติผู้ตายที่มางานศพ พร้อมกับน้ำเปล่า น้ำอัดลมด้วย แค่นั้นก็หมดหน้าที่แล้ว คืนนั้นรับงานที่ศาลา 5 มารอตั้งแต่พระสวดจบที่ 1 หัวไก่ทำเมนูข้าวต้มหมู คืนนี้แกรับงานทำอาหารหลายศาลา วิ่งไปวิ่งมา พระเริ่มสวดจบที่ 3 หัวไก่เร่งไฟแรง ข้าวต้มเดือดปุดๆ แกสาดผักชีต้นหอม ลงไปกวนๆ เพื่อเตรียมพร้อมจะ ยกลงตักใส่ถ้วย  ลูกแมวสองตัว วิ่งไล่กันอยู่บนรั้วกำแพงใกล้ๆ หม้อข้าวต้ม มันวิ่งไล่กันมาจนใกล้กับหม้อข้าวต้มที่กำลังเดือดจัด เชพหัวไก่กำลังกวนๆอย่างรวดเร็ว แล้วไอ้ลูกแมวเจ้ากรรมตัวแรก เกิดกระโดดพลาด

จ๋อม!! ลูกแมวเคราะห์ร้ายตัวนั้น พลัดตกลงไปในหม้อข้าวต้มที่กะลังเดือดปุดๆ ไม่มีปฏิกิริยาอะไรจากหัวไก่ เพียงแต่หันมาสั่งผมว่า อาตี๋ดำ ลื้อไปเอากระเทียมเจียวศาลา 4 มาให้อั๊วหน่อย ผมรีบวิ่งไปที่ศาลา 4 อย่างรวดเร็ว คิดในใจว่าแกคงไปแบ่งข้าวต้มอีกศาลา มาแน่ๆ เพราะตอนนั้นพระก็สวดใกล้เสร็จแล้ว จะต้มใหม่ไม่มีทางทัน ผมวิ่งกลับมาพร้อมกระเทียมเจียว จริงด้วยหัวไก่ไปเอาข้าวต้มอีกศาลา มาทันการณ์ แกเทกระเทียมเจียวลงไปแล้วก็ตักแบ่งใส่ถ้วย พร้อมเสริฟ เหตุการณ์คลี่คลายผ่านไปด้วยดี คืนนี้ผมกินข้าวต้มฟรีและตักใส่โถเอาไปกินรอบดึกเป็นแรงอ่านหนังสือ จบงานผมรับเงิน แต่ก็ยังสงสัยแกไปยกข้าวต้มมาจากศาลาไหน  

                “หัวไก่ ลื้อไปยกข้าวต้มมาจากศาลาไหนเนี่ย เร็วมากแล้วใครไปช่วยยกมาหละ” ผมถามปนสงสัย

                “จะเอามาจากไหนทันหละ อาตี๋ดำ อั๊วก็ตักจากไอ้หม้อนั้นแหละ ตักเอาแมวออกแล้วช้อนขนทิ้ง”

ยังไม่ทันสิ้นคำอาแปะผมเหลือบไปเห็นซากลูกแมวตัวเขื่อง นอนตายอยู่ในกะละมังขนลอยอยู่เต็ม มือที่ถือโถข้าวต้มเริ่มอ่อนแรง

ธูปหน้าศพ


การหารายได้พิเศษ ระหว่างเรียน ชีวิตเด็กวัดนั้นมีความจำเป็นเพราะฐานะที่ต้องมาขออาศัยอยู่วัด คงไม่ใช่เศรษฐีแน่นอน คุณสมบัติง่ายๆเพียงแค่ไม่กลัวผีเท่านั้น การทำเงินในวัดง่ายแสนง่าย เพราะทุกอย่างต้องเกี่ยวพักกะผีกะศพทั้งหมด ผมจำได้ว่าช่วงอยู่ที่วัดสองปีแรกที่ยังไม่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ทางบ้านแทบไม่ต้องส่งเงินมาให้เลย เป็นเพราะเงินหาได้ง่ายๆในวัดนั่นเอง งานเล็กๆงานง่ายๆที่สุด คือแบกของจำลองกระดาษไปเผา ของจำลองกระดาษที่ญาติผู้ตายซื้อมาเพื่อเผาให้กับผู้ตายมีตั้งแต่รถเบนซ์ ถึงบ้านหลังโตๆ ความเชื่อที่คิดกันว่าเค้าได้เอาไปใช้ในโลกหน้า ก็ว่ากันไป แต่ละชิ้นแต่ละอันไม่ใช่เล็กๆ หน้าที่เด็กจะมาจากนายหน้า ซึ่งเป็นอาแปะแก่ๆหากินกะวัดนี่แหละ มาจ้าง  ผมว่าอาชีพนี้เป็นออแกนไนเซอร์งานศพยุคแรกๆเลยทีเดียว งานง่ายๆคอยมีศพเข้าศาลา สามารถพูดภาษาจีนได้ก็ไปล้งเล้งกะเจ้าภาพรับหน้าที่จัดการให้ทุกอย่าง  ตั้งแต่คืนแรกยันวันเอาไปฝัง ทีนี้เราก็ต้องคอยถามอาแปะมีงานอะไรให้ทำบ้าง แบกกระดาษไปเผาเอย เสริฟน้ำเอย ล้างจานเอยทุกอย่างมีค่าตัวหมด 150 บาทกะงานแค่ชั่วโมงสองชั่วโมง ซึ่งราคาข้าวราดแกงในตอนนั้น 15 บาทไม่น้อยเลย ทุกบาทที่หามาได้เก็บหมดเพราะอยู่วัดแทบจะไม่มีรายจ่ายเลย

งานจุดธูปหน้าศพเป็นงานหนึ่งที่ต้องใช้ความกล้าและ ความขยันแต่ค่าตอบแทนแสนคุ้มค่า คงจะเห็นกันนะครับว่าทุกงานศพ ที่หน้าโลงจะมีธูปดอกหนึ่งต้องจุดอยู่ตลอดเวลา ห้ามธูปดับ เพราะว่ากันว่าธูปดอกนั้นจะเป็นที่ยึดวิญญาณของผู้ตาย เพื่อให้วิญญาณผู้ตายอยู่กะญาติ อยู่กับร่างไม่ไปไหน สำคัญมาก!! ในตอนกลางวันจะมีญาติ เฝ้าอยู่ตลอดก็เป็นหน้าที่ลูกหลาน ญาติพี่น้องที่ต้องคอยจุดธูปกัน แต่หลังสี่ทุ่ม ญาติกลับกันแล้วนี่สิใครจะมาจุดให้ งานนี้เลยเป็นงานของเด็กวัดที่ไม่กลัวและขยัน เรื่องกลัวคงเข้าใจกันเพราะว่าต้องมาจุดธูปคนเดียวดึกๆ แต่ที่ว่าขยัน เนี่ยมันมีที่มา

ธูป 1 ดอกใหญ่ๆ จุดได้นานประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนที่ญาติพี่น้องจะกลับหลังสวดเสร็จจะจุดเผื่อไว้ และจะไปดับประมาณเที่ยงคืน หน้าที่เราต้องรีบตื่นก่อนเที่ยงคืน ก่อนตีสอง ก่อนตีสี่ และก่อนหกโมงเช้า 4 ครั้งต่อคืน เพราะประมาณ 7-8 โมงญาติก็จะมากันแล้วและจะรับช่วงต่อ ที่ว่าขยันคือต้องตั้งนาฬิกาปลุก 4 ครั้งต่อคืนและเดินไปจุดธูปทุก สองชั่วโมงตลอดคืน แต่ค่าตอบแทนก็งามพอที่จะรับงาน ผมรับเหนาะๆไปหลายเดือน รับทรัพย์ไปหลายกับงานนี้ ยอมอดทนตื่นมากลางคืนแล้วเดินไปจุดธูป จนมาถึงคืนหนึ่ง ผมตื่นมาตอนตีสามเกือบตีสี่ เดินไปศาลาเพื่อจะจุดธูปกะสุดท้าย อารมณ์กลัวหมดไปแล้วมีแต่ความง่วงมากกว่าแต่ด้วยหน้าที่ ต้องรับผิดชอบ เดินไปถึงศาลา เจอกับลุงแสง ลุงแสงเป็นยามเก่าแก่ปกติไม่ค่อยเจอแกเท่าไหร่หรอก เพราะแกมักจะไปนอนยามที่หลังศาลามากกว่าแค่หน้าที่รับผิดชอบเป็นยามเท่านั้น

ตื่นมาทำไรวะไอ้ป๊อกตีสี่แกตะโกนถามผมมาในความมืด ม

รับจ้างจุดธูปลุง เนี่ยรอบสุดท้ายแล้ว ผมลุกขึ้นทุกสองชั่วโมงมาจุดกลัวธูปดับครับ

เสียงลุงแสงหัวเราะผ่านมาในความมืด

ลุงก็เคยทำนะ ลุงตื่นมาจุดทีเดียวตีห้าเลย ทำมาจะ 30 ปี ก็ยังไม่เคยเห็นศพหายเพราะธูปดับสักที

……………………..

ผีไฟดับ


เป็นธรรมเนียม ของเด็กวัดรุ่นน้องเข้ามาหลัง จะต้องมีการรับน้องเด็กวัดเสมอ คืนแรกในวัดของชีวิตเด็กวัดเป็นคืนที่ตื่นเต้น อึดอัดใจ นอนไม่หลับ นั่นเพราะว่าจะมีรุ่นพี่เด็กวัดทั้งหลายทั้งที่อยู่กันนานๆ ทั้งที่มาก่อนเราแค่สองเดือน แต่ถือว่าเป็นรุ่นพี่

คืนนั้นจะเริ่มจากกินข้าวเย็นที่เก็บไว้ตั้งแต่เพล อาบน้ำอาบท่าเสร็จ มหกรรมตำนานผีต่างๆจะทยอยออกจากปากรุ่นพี่แต่ละคน คนแล้วคนเล่า เรื่องแล้วเรื่องเล่า จนดึกดื่น เด็กบ้านนอกอย่างเราปกติแล้ว แค่เดินมืดๆยังไม่กล้ากลัวผีขึ้นขมองเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเรื่องราวที่ได้รับฟังแต่ละเรื่องล้วนขนหัวลุกทั้งนั้น ผ่านไปถึงเที่ยงคืนได้เวลา พักเบรค รุ่นพี่พาตระเวนตามศาลางานศพต่างๆที่ แต่ละศาลาปิดไฟมืดหมดคงเหลือ ไฟหน้าศพเพียงดวงเดียวส่องรูปศพให้พอเห็นหน้า ไม่ได้มาดูหน้าศพ แต่มาหาข้าวต้ม กระเพาะปลา เกียมอี๋ หรืออะไรก็ได้ที่มันเหลือจากการเสริฟเลี้ยงแขกตอนหัวค่ำ เป็นการตระเวนกินที่มีความสุขจริงๆถ้าไม่มีด่านสุดท้ายศาลาเก้า ผีสุดเฮี้ยนที่รุ่นพี่ได้เล่าว่า ที่เดิมเคยเป็นที่ฝังศพเก่าทำศาลาทับไป ศาลาเก้าจึงเป็นศาลาที่ผีดุ เฮี้ยนสุดๆ เพียงแค่เดินเหยียบชานศาลา ไฟจะดับพรึบทันที  เราเด็กวัดรุ่นน้อง จำต้องโดนบังคับให้พิสูจน์ ให้เดินไปที่ศาลาคนเดียว แล้วเดินไปที่โลง ไปเคาะโลง 1 ทีแล้วเดินกลับ เมื่อประเพณีเคยทำกันมาอย่างนี้ อีกทั้งการโดนบังคับ จำใจต้องเดินด้วยอาการขาสั่น ในความมืดเข้าไปทางหน้าศาลาตามองไปที่ไฟดวงเดียวที่ติดอยู่ หน้าโลงเท่านั้น ตาจ้องรูปคนตาย ขาเดินไปทีละก้าว ๆ ด้วยอาการตัวเย็นเฉียบ อีกไม่ไกลแล้วจะถึงโลงแล้ว เดินไปเคาะ 1 ทีแล้วกลับ ง่ายๆแค่นี้เอง

3 ก้าว 2 ก้าว ก้าวเดียว เอื้อมมือขวา ไปเพื่อจะไปเคาะโลง

พรึ่บ!!!!!!!! ไฟเจ้ากรรมดับลงทันทีก่อนมือจะไปแตะโลง

ด้วยกำลังที่มีอยู่ตอนนั้น ด้วยกำลังขาที่มีอยู่ตอนนั้นพาร่างกายวิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว กลับมาที่ห้องแล้วคลุมโปงทั้งคืน

สองเดือนเต็มๆที่ใจคิดอยู่เสมอว่าเฮี้ยนจริง ผีศาลา 9 ไม่กล้าแม้แต่เฉียดกรายเข้าไปใกล้ๆ

จนวันนั้น ไอ้เปี๊ยก เด็กวัดมาใหม่ เอาและมหกรรมเล่าเรื่องผีก็เริ่มขึ้นอีกครา เพียงแต่คราวนี้ เราเป็นรุ่นพี่และซิ ร่วมกะรุ่นพี่คนอื่นๆไซโคไอ้เปี๊ยกซะ แทบจะร้องไห้ ในที่สุดด่านผีไฟดับศาลา 9 ก็มาถึง

ไอ้เปี๊ยก กะลังเผชิญชะตาเดียวกะเราเมื่อสองเดือนก่อน มันกะลังเดินไปที่โลง ช้าๆ ช้า ๆ

บรรยากาศลุ้นว่าจะดับหรือไม่ดับ ตื่นเต้นมากกว่าไอ้เปี๊ยกที่กะลังเดินไปที่โลงซะอีก

จนมีมือรุ่นพี่มาสะกิด

"อ่าวไอ้ป๊อก มึงมัวยืนทำไรอยู่ตรงนี้ คราวนี้เป็นเวรมึง เร็วๆรีบวิ่งไปที่สวิทย์ไฟหลังศาลา

ไอ้เปี๊ยกมันจะเดินไปถึงโลงแล้วเว้ย"

*******

ส้วมมือถือ


เคยคิดมานานแล้ว ว่าการที่ตัวเรานั้นได้มาอาศัยวัดอยู่ในยุคใหม่ ไม่ใช่เด็กวัดสมัยก่อนๆ ยุคโบราณที่ยังต้องนอนชานกุฏิ อยากจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวัดตลอด ระยะเวลาตั้งแต่ 15 ขวบ จนถึง 25 ขวบเต็ม พูดง่ายๆคือตั้งแต่เป็นนักเรียนหัวเกรียน ถึงวัยมีรถกระบะของตัวเองขับเท่ห์ เด็กวัดยุคใหม่ไม่ต้องกวาดลานวัด ไม่ต้องล้างจาน ยุคที่วัดมีแม่ครัว และจ้างคนล้างจาน เด็กวัดในยุคมีห้องส่วนตัว จะว่าไปก็ไม่ส่วนตัวซะทีเดียวนะ เพราะห้องนึง อยู่กันสองคนบ้างสามคนบ้าง แต่มันก็ได้อารมณ์ อยู่หอพักหละน่าเพียงแค่จะเข้าห้องส้วมกะอาบน้ำต้องวิ่งไปหลังกุฏิ เท่านั้นเอง

พูดถึงห้องน้ำจริงๆไม่จำเป็นเลยกะเด็กวัดยุคเรา ทำไมเหรอ ก็ใครหละดึกๆดื่นๆตีสองตีสาม จะวิ่งออกไปเข้าส้วม เอะแล้วสงสัยกันไหมว่า จะทำอย่างไร หึหึ ส้วมมือถือไง

แล้วมันเป็นไงหละส้วมมือถือ อันคุณสมบัติส้วมมือถือนั้นมีหลายออพชั่นให้เลือก ตั้งแต่ใช้ได้สามครั้ง สี่ครั้ง และมากสุดห้าครั้ง อะอะ แล้วมันเป็นยังไง กับคำถามกวนๆที่ถามว่าเอาอะไรไปวัด คำตอบก็กวนๆว่า ก็ปิ่นโตไง

แล้วปิ่นโตกะส้วมมือถือเป็นไง มันเกี่ยวข้องกันยังไง

มาฟังการใช้งานกันอย่างที่บอกปิ่นโตมีหลายแบบแต่แบบที่มีมากที่สุดในวัดคือเป้นอลูมิเนียมเคลือบสีเหลืองๆ 5 ชั้น เสียบเข้ากะขา กลายเป็นปิ่นโต 1 สาย

อืมวิธีการใช้ไม่ยากเลย เอาออกมาใช้ที่ละอัน พอตีสองตีสาม ปวดฉี่ก็จัดการยิงใส่ปิ่นโตชั้นที่ 1 เสร็จกิจก็ปิดฝาไว้ เอาไปเสียบไว้กะขาเตรียมพร้อม อะตีห้าปวดอึ ก็จัดการกะชั้นที่สองพอเสร็จกิจก็เอาไปเสียบต่อจากชั้นที่ 1 อย่าลืมปิดฝาไว้

เริ่มget แล้วใช่ไหม

ส้วมมือถือของเด็กวัดสมัยนั้นจึงมีกันทุกคนถามว่าอ้าวแล้วพอเต็ม 5 ชั้นหละ ทำไง

เหอะๆไม่ยากเดินไปหลังวัดแล้วก็เขวี้ยง ให้หายไปในป่าละเมาะ

จากนั้นเดินกลับไปที่โรงฉัน

แล้วเลือกส้วมอันใหม่ วางรอไว้ใต้เตียง

********

 

หนาว หนาว อารมณ์เปลี่ยว เที่ยวคนเดียวที่ฮ่องกง

ฮ่องกง
คิดไว้นานแล้วว่าต้องไปสักครั้งแต่ไม่คิดเลยว่าครั้งแรกในฮ่องกง ต้องมาเดินคนเดียว หนังสือเที่ยวฮ่องกงกี่เล่มต่อกี่เล่มที่พิมพ์ออกมาขายที่ SE-ED มีครบทุกเล่ม หามาอ่านจนมีความรู้สึกว่าไปฮ่องกงมาแล้วหลายๆครั้ง ขาดเพียงแต่รูปถ่ายเท่านั้นเองที่ยังย้ำเตือนให้คิดอยู่เสมอว่า ยังไม่ได้ไปจริงๆนะ

ในที่สุดการวางแผนที่ยาวนานก็ไกล้ความจริง ต้นสิงหาคม 2551 air asia สายการบินที่เค้าว่าใครๆก็บินได้ เปิดเส้นทางบิน กรุงเทพ-ฮ่องกง พร้อมโปรโมชั่นค่าโดยสาร 0 บาท เมื่อรวมๆค่าภาษีนู่นนี่ ก็ 38xx เสร็จเราหละ กดจองโดยไม่ได้คิดอะไรเลย งานก็ยังไม่ได้ลา นอนที่ใหนก็ยังไม่รู้ จองปั๊บ 12-15 มกราคม 2552 ปีหน้านู่น เหอๆๆ แล้วค่าใช้จ่าย ไปฮ่องกงก้อนแรกก็เริ่มขึ้น 3,895 บาท หวังไว้ลึกๆว่าต้องมีสักคนที่ไปกะเราหละวะ อีกตั้งนานนนน

ที่พัก ค่อยว่ากันเดือนแล้วเดือนเล่า วันแล้ววันเล่า ชวนใครๆไปไม่มีใครไปกะเราเลยเหรอเนี่ย ต้นธันวาคม จองห้องพักไว้ก่อนดีกว่า เอาชัวร์ www.hostelworld.com เป็นตัวเลือกที่จะหาที่นอนถูกๆที่ฮ่องกง และ Tsim Sha Tsui ก็น่าสนใจที่สุด ที่ไปนอน ด้วยความหวังที่ว่าต้องมีสักคนสิจะไปกับเรา เลยจองห้องแบบ twin ราคา 1,400 บาทแทนที่จะเป็น single ราคา 1,200 บาท เอาหน่าอีกเดือนหนึ่ง ต้องมีใครไปด้วยสักคน(สิวะ) แล้วรายจ่ายก้อนที่สองก็เกิดขึ้น เป็นค่าที่พักย่าน Tsim Sha Tsui 3 คืน ราคา 4,200 บาท หึหึ แปดพันบาทแล้ว ค่าเดินทางและที่พัก

สิ้นเทศกาลปีใหม่ ใกล้แล้วสิ อาทิตย์เดียวเอง จะไปฮ่องกงแล้ว จนถึงวันนี้ ยังไม่มีใครไปกะเราเลย เหอๆเอาวะ ไปคนเดียวก็ได้วุ้ย เอ้าไปหนาวๆ อารมณ์เปลี่ยวคนเดียว ที่ฮ่องกง กันครับ



12 มกราคม 2552

กรุงเทพ/สุวรรณภูมิ/เชคแลปก๊อก/ฮ่องกง

บ่ายโมง รีบวิ่งออกจากออฟฟิศ ไปขึ้นแทกซี่ ต้องรีบแล้ว FD 3693 ของแอร์เอเชีย เวลา 16.30 น.ยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าเลย 25 นาที บนแท๊กซี่กับการจัดเตรียมเอกสาร เปลี่ยนชุดทำงาน กินขนม เตรียมของจุ๊กจิ๊ก เสร็จพอดีก็ตอนแท๊กซี่จอด ที่ฝั่งผู้โดยสารขาออก สุวรรณภูมิ มันช่างทุลักทุเลซะจริงๆ เฮ้อ



พี่แท๊กซี่แกก็ยิ้มๆ ชวนคุยตลอดทาง อืม คุยไว้ๆ อีกสามสี่วันข้างหน้า ไม่ได้ใช้ภาษาไทยกะใครอีกหลายวัน









ถึงสนามบินรีบ check in เลย เพราะ Gate ของ แอเชียร์ไกลโคตร ไม่ประมาทตังก็ยังไม่ได้แลก เมื่อได้ปลดเป้ที่อัดไปด้วยเสื้อผ้า ฝากแอร์เอเชียไปฮ่องกงแล้วและต้องจ่ายค่าฝาก หรือเค้าเรียกค่าโหลด 50 บาท รวมในตั๋วไปแล้ว ก็รีบไปแลกเงิน หึหึเบี้ยน้อยหอยน้อย ไปคราวนี้จะจ่ายไม่เกิน 3,260 เหรียญ เอาแบงค์พันบาทแลกไป 15 ใบทอนเหรียญบาทมา สี่อัน

น่าจะพอ ไม่พอค่อยไปกดเอาที่นู่นแล้วกัน รีบวิ่งไปที่ ตม คนตะรึม ไปใหนกันนักวะเนี่ย gate ก็ไกลโคตรสุดท้ายแล้ว ก็ถึงซะทีได้รอขึ้นเครื่องเมื่อเวลา 16.00 น เป๊ะๆๆ นั่ง 10 นาทีก็เรียกขึ้นเครื่อง เฮ้อ ได้ไปซะที ฮ่องกง

airbus 320 ลำใหม่ของแอร์เอเชีย กะผู้โดยสาร ประมาณ 70% สบายๆ หาไรกินรองท้องก่อนดีกว่าเพราะตั้งแต่เที่ยงยังไม่ได้กินไรเลย ท้องเต็ม พลังจะมา เลยฝากท้องกะอาหารบนเครื่องนะแหละ แถมรูปถ่ายกะแอร์สาวจีน 1 รูป

สำหรับแอร์เอเชีย ถ้าใครไม่ซีเรียสต้องมี จอทีวีส่วนตัว สะสมไมล์ หรือความสะดวกมากมาย ผมว่า 2 ชั่วโมงกว่าๆ กะการนอนแว๊บหนึ่ง นั่งกินข้าวแป๊บนึง เดินไปเม้ากะแอร์พักหนึ่ง อ่านข้อมูลฮ่องกงอีกครู่หนึ่ง สองชั่วโมงกว่าจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว แลกกับค่าตั๋วไม่แพงมากมาย เอาตังไปใช้ที่นู่น แอร์เอเชียก็เป็นทางเลือกที่น่าเลือกสำหรับพวก budget จำกัดแบบผมครับ





สองชัวโมง15 นาทีกัปตันเหยียบมิด ก็พาผมถึงสนามบินเช็คแลปก๊อกที่ขึ้นว่า เป็นสนามบินที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง เอาหละได้เวลา ใช้ชีวิตคนเดียว ที่ฮ่องกงแบบเต็มๆซะทีหลังจากได้พูดภาษาไทยครั้งสุดท้ายบนเครื่องกะน้องแอร์คนสวยไปแล้ว

ฮ่องกง คนไทยไม่ต้องใช้วีซ่า ใช้ passport ที่ก่อนหมดอายุ 6 เดือน เราก็ไปนอนเล่นได้ที่ฮ่องกง 30 วันครับ ลงจากเครื่อง ก็เดิอนตามๆๆเค้าไปแหละครับไปใหนไปด้วย จนถึง ตม. ที่เค้าว่ากันว่าใครๆก้เข้าได้ ไม่ยากเย็นนัก หึหึ ยืนรอคนแล้วคนเล่าผ่านออกไปๆ ในที่สุดการขออนุญาตเข้าฮ่องกงอย่างเป็นทางการก็เรืิ่มขึ้น ตามองตา ตาจ้องกัน แล้วมันก็มอง passport แล้วก็มองหน้า กวนตีนและ เอาไงกะกู

"มาทำไรที่นี่" น่าน เอาแล้วไง โห ทีคนอื่นไม่ถาม จริงๆอยากบอกมันไปว่า กรูขนเิงินใช้จ่ายในประเทศเมิง แมร่งง "มาเที่ยว" ตบไปแบบหน้าซีเรียส มันถามต่อ "มากี่วัน" " 3 วัน " "กลับวันใหน" แมร่งมึงคำนวณไม่เป็นหรือไงวะมาถามกรูอีก "วันพฤหัส" "พักที่ใหน""USA Hostel Mirador mansion Tsim sa tsui "เอากะกรูซีกรูท่องมาแล้วว่าพักใหน เหอๆๆ พี่ครับจะเอาไงก็ผมครับ สายตาวิงวอนแล้ว นี่กรูนักท่องเที่ยวไทยคนแรกเหรอเนี่ยที่ ตม.มันจะไม่ให้เข้า "ขอดูตั๋วกลับหน่อย" สาดดด อย่างเซ็ง นี่หน้าตากรูเข้าข่ายผิดกฎหมายฮ่องกงเหรอเนี่ย ไมมันเรื่องมากกะกรูจัง หรือว่าหน้าตาไม่น่าใช้ passport ไทย

สุดท้ายเอา e ticket ของแอร์เอเชียที่บังเอิญฉุกใจ print ไป โชว์ให้ท่านดู ว่ากรูกลับแน่ๆ กรูมีการงานที่ต้องไปทำที่เมืองไทยไม่ได้มาวางระเบิดที่นี่เว้ยยยยย

"thank you" จบ เออไม่ไร ตกลงไปได้แล้วนะ ครับพี่

เฮ้อ เวนจริง ไอ้พวกที่มาด้วยกันที่กรูจะหวังเดินตามหาหมดและ งม หาทางออกเองแล้วกันเว้ย แวะเอาแผนที่มา 1 แผ่นไว้งมหาทางในฮ่องกง ในที่สุด ก็หาทางออกจนได้เหอๆๆ ไปใหนต่อดี วางแผนไว้ว่าจะนั่งรถเมล์เข้าเมือง สาย A21 แล้วมันขึ้นตรงใหนวะเนี่ย แต่ก่อนอื่นไปซื้อบัตรปลาหมึกก่อน มันมีหลายแบบ จริงๆมันมีรถไฟฟ้าเข้าเมืองอะนะแต่ราคา เที่ยวเดียว 100 เหรียญ เอาไว้กินโจ๊กดีกว่า เลยซื้อแบบธรรมดา 150 เหรียญ มัดจำ 50 มูลค่าบัตร 100 เอาไว้ใช้ได้หมด น่าคุ้มกว่า มันก็ขายที่ตรงหน้าที่ออกมาจากรับกระเป๋านะแหละ นี่ถ้าต้องไปหาอีก ท่าทางคงไม่ได้นอนคืนนี้

จ่ายไป 150 ทีนี้ก็มองหา bus to city เหอๆๆไม่ยากๆ เจอแล้ว ไปรอรถเมล์ สาย A 21 กันดีกว่า





ไปขึ้นรถเมล์ไม่ยาก ทำเหมือนว่าเราจะไปนั่งรถไฟด่วนเข้าเมือง แต่พอจะถึงที่ขึ้นรถไฟก็แว๊บเลี้ยวขวาเดินลงทางลาด มาเรื่อย ก็จะเห็นป้ายรถเมล์ เพียบ มองหา A 21 แล้วไปยืนรอเลย ตลอดสาย 33 เหรียญวิ่งถนนนาธานทั้งสาย ใครพักม่องก๊อก จิมซาจุ่ย ใช้สายนี้ยาวเลย ได้นั่งแน่นอนเพราะต้นสาย แนะนำ ให้ขึ้นชั้นบนเลยหน้าสุด เอาไว้ดูวิวกะดูป้ายว่าถึงใหนแล้ว



สิ่งสำคัญถ้าไปเองไม่ไปทัวร์ น่าจะดูแผนที่เป็น และมองภาพรวมคร่าวๆของฮ่องกงนะครับว่า อะไรอยู่ตรงใหน แนวเส้นรถไฟ้าเป็นไง เพราะว่าจำเป็นสำหรับการวางแผนการเดินทางด้วยตัวเอง เพราะทุกที่ต้องใช้ระบบขนส่ง

เมื่อขึ้นรถได้ ไม่พลาดที่นั่งชั้นบน แถวหน้าสุด เพื่อว่าได้ดูชัดๆว่าถึงใหนแล้ว เป้ ใบใหญ่ก็วางไว้ข้างล่างนะแหละมันที่วางให้ ไม่ต้องแบกไปข้างบนเพราะทางขึ้นแคบมาก (หรือเราตัวใหญ่หว่า) รถเมล์สายนี้ตามข้อมูลจอด 6 ป้าย แต่ค่าโดยสารคิดเหมา 33 เหรียญ เพราะงั้นสายนี้ไม่ค่อยแน่น ยิ่งดึกๆแบบนี้ สบายมาก

ตอนนี้ก็ 21.00 น แล้ว อย่าลืม ปรับนาฬิกาหละครับ ที่นี่เร็วกว่าบ้านเรา 1 ชม รถเมล์จะใช้เวลาประมาณ 45 นาทีถึงจิมซาจุ่ย ไกล้เคียงกะที่ได้นัดที่พักว่าจะไปเช็คดิน สี่ทุ่ม

ทีนี้ปัญหาคือกรูจะลงที่ใหน เหอๆ คิดไว้ว่าทางเลือกสุดท้ายถ้าหลงคือจะนั่งจนสุดแล้วเรียกแท๊กซี่เอา แต่พอเข้าถนนนาธานได้แล้ว นั่งดูแผนที่ประกอบเลยว่าถึงใหนแล้ว สรุปลงป้ายหน้า ที่พักพอดี โชคดีไปไม่ต้องจ่ายค่าแท๊กซี่

สี่ทุ่มเป๊ะ Mirador building อยู่ใหนหว่า ที่พักเราดมๆงมๆจนเจอ ขึ้นชั้น 13 เอา key card มัดจำ 100 นึงก็เข้าห้องพักได้ซะที เฮ้อ ถึงซะที เรามาถึงที่พักแล้วแอบดีใจเล็กๆยังไง คืนนี้มีที่นอนแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน





คืนละ 1,400 บาท กับที่ซุกหัวนอน สามคืนในฮ่องกง อีกเตียง ไม่มีใครนอนตลอด 3 วัน เหอๆ











13 มกราคม 2552

ห้าง City gate / Ngong Ping 360 / วัด Po lin / ถนน Nathan / Peak Tram / The Peak

ตื่นแต่เช้า นอนสบายทั้งคืน สะสมพลังงานไว้สำหรับการเดินเที่ยววันนี้ วันนี้ตั้งใจไปที่ไกลๆซะก่อน เพราะว่าเพิ่งมาถึงแรงกะลังดี ไปไหว้พระที่วัด Po lin กันก่อน เพื่อเป็นศิริมงคล อากาศวันนี้เช็คดูประมาณ 13-15 องศา หนาวพอดู ตอนกลางวัน จัดแจงเตรียมกรอกน้ำใส่ขวดที่เตรียมมา ห้องพักเค้ามีให้ ประหยัดค่าน้ำดื่ม จัดแจงเตรียมแผนที่ใส่เป้ อย่าลืมพกพาสปอร์ตด้วย เอ้าไปตะลุยฮ่องกงกันได้แล้ว



ออกจากตึกที่พักก็มุดลงรูรถใต้ดินข้างๆตึกนะแหละ ลงไปที่สถานีจิมซาจุ่ย จัดแจงแปะบัตรหรรษา ใช้ รถไฟสายสีแดง ไปต่อสายสีส้ม ที่สถานี lai king สุดสายสีส้มที่ tung chung ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ก็เดินโผล่ออกมาที่สถานี Tung chung อืม หาซื้อซิมก่อนดีกว่า เอาไว้โทรกลับเมืองไทย ทำใจไม่ได้ถ้าไม่ได้คุยกะใครเลย สามสี่วัน เหอๆๆ เดินไปที่ 7-11 ซื้อซิมของ CSL ราคา 88 เหรียญ เห็นว่าโทรกลับเมืองไทยนาทีละ 0.18 เหรียญ ไม่แพงๆ จริงๆแล้ว เบอร์จากเมืองไทยก็ roaming ไป แต่คงกลับมาจ่ายบานเพราะว่าโทรอกกนาทีละ 50 กว่าบาท รับนาทีละ 40 กว่าบาท ไม่ไหวแน่ๆ

ออกจากสถานี Tung chung ก็ป๊ะกะห้าง City gate เป็น outlet ของฮ่องกงอย่ากระนั้นเลย มีน้องแนะนำมาว่าลองเดินดู ยังเช้านักเลยหลวมตัวได้เป้มาใบหนึ่ง จริงๆราคาก็ไม่ได้ถูกมากมายอะไร ทำไมเค้าชอบมาซื้อกันที่ฮ่องกงจัง หรือว่าจะยังมีที่ที่มันถูกมากมากกว่านี้หว่า ไม่ไรไอ้เราไม่ใช่ขาช้อป ซะด้วย ได้เป้ใหม่แล้ว



ไปไหว้พระดีกว่า เดินไปสถานีกระเช้าไฟฟ้า Ngong ping 360 เพือ่ไปวัด Po lin เค้าว่ากันว่าที่เรียก 360 เนี่ยเพราะมันมีกระจกเปิดรอบด้านมองวิวได้รอบทิศ อืมก็จริงของเค้า มันเป็นกระจกรอบเห็นวิวรอบทิศจริงๆ ราคาตั๋วมีหลายแบบ มีทั้งแพคเกจรวมดูนู่นนี่ กินอาหารเจ พ่วงด้วย แต่ก็มุขเดิม เราซื้อราคาถูกสุดเที่ยวเดียว 60 เหรียญ ถ้าไปกลับเค้าลดให้เหลือ 100 เหรียญ ขากลับตั้งใจว่าจะกลับรถเมล์ ดูวิวลงมาดีกว่า

ตอนเช้าๆคนยังไม่เยอะสบายมาก







กระเช้านี้ไม่เหมาะกะคนที่กลัวความสูงอย่างแรง เพราะว่ามันสูงและเสียวมากๆ มองวิวเพลินๆก็คิดบ้าๆขึ้นมานี่ถ้าเกิดแผ่นดินไหว หรือพายุแรงๆ หึหึ จะเกิดไรขึ้นเนี่ย แต่ยังไงๆกระเช้าที่ขึ้นไปมีเพือ่นด้วยสองคน ฝรั่งทั้งคู่ ต่างคนต่างมา ไม่พูดไม่จากัน สักพักก็ขอให้ให้ถ่ายรูปให้กันและกัน แล้วก็เงียบกันต่อ ต่างคนต่างเหม่อมองดูวิว ไอ้เราก็มาคนเดียวตอนนี้มันน่ามีใครมานั่งกอดกันซะจริงๆ เฮ้อ หนาวๆแบบนี้ บรรยากาศแบบนี้

เฮ้อ......เซง

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ไอ้กระเช้าก็พาเราข้ามเขาไปสองสามลูก มองเห็นองค์พระอยู่ไกลๆ ต้องเดินอีกนิดหน่อยเพื่อไปที่วัด เช้าๆแบบนี้ผู้คนยังบางตาเดินสบายๆ ลมเย็นๆพัดมาปะทะหน้า ชาเป็นพักๆ ยอดเขาแบบนี้ลมแรงไม่ธรรมดาเหมือนกัน เดินออกจากสถานีกระเช้าไฟฟ้าก็ผ่านหมู่บ้าน Ngong ping เค้าทำไว้สวยงามทีเดียว มีร้านขายของ มีร้านขายข้าว มีที่จัดแสดง หุหุ ไม่ได้กินตังกรูหละ

500 เมตรเห็นจะได้ ก็ถึงทางขึ้นองค์พระ เห็นบันไดแล้ว เมื่อยขึ้นมาทันทีเหอๆ เอาน่ามาถึงแล้วต้องขึ้นไปดูวิวข้างบนซะหน่อย ที่ดอยสุเทพยังเดินขึ้นได้เลย แค่นี้สบายมากหวะ เอาเข้าจริงหอบแฮกเหมือนกัน แต่เป็นเพราะมีกลุ่มสาวๆไปเที่ยวกัน 4-5 คนเดินไปพร้อมๆกัน อาหารหอบแฮกๆจึงต้องเก็บเอาไว้ในใจ ค่อยๆแอบหอบ เหอๆๆ





เดินวนรอบ องค์พระ สามรอบ อย่าลืมเวียนขวาหละ มองเห็นวิวรอบๆไปไกลๆ สวยดี ขึ้นมาถึงแป๊บนึงก็หายเหนื่อยแล้วอาจเป็นเพราะอากาศเย็นๆ แต่ก็คอแห้งเหมือนกัน หยอดตู้โค้กมาป๋องหนึ่ง 6 เหรียญ เป็นโค้กที่อร่อยที่สุดในรอบปี 55 ราคาเกือบ 30 บาท

ถ่ายรูปจนหนำใจ ได้เวลาไปที่อื่นบ้างแล้ว ตั้งใจว่าเดินมาจะหารถเมล์ลงจากเขา เพราะว่าซื้อตั๋วกระเช้ามาขาเดียว แต่แล้วสายตาก็ไปเจอกะสาวญี่ปุ่นครับ มาคนเดียว เพราะว่าเธอก็ใช้ tripod ถ่ายรูปเหมือนกะเราเลย หุหุ สร้างสัมพันธ์ดีกว่า มุกควายมากคือ ถ่ายรูปให้มั้ยครับ มาคนเดียวเหรอครับ 55 เสร็จเรา แม้หุ่นน้องสาวชาวยุ่นปี่ ไม่ได้เร้าใจเหมือน aoi ในปิดเทอมใหญ่แต่เธอก็น่ารักพอสมควร ชวนคุยเธอมาเที่ยวกะเพือ่นๆ เพือ่นๆช้อปอยู่ที่ City gate นู่น เธอมาไหว้พระคนเดียว อารมณ์งกหายไปทันที กรูไม่กลับแล้วรถเมล์ กลับกระเช้ากะสาวญี่ปุ่นดีกว่าอย่างน้อย 30 นาทีบนกระเช้าคงสร้างความสัมพันธ์ได้บ้างหละวะ

แล้วก็เดินไปกระเช้ากะสาวเจ้า เอาหละเหวยงานนี้อาจมีเพือ่นเที่ยวฮ่องกง สิเรา พอถึงสถานีไอ้ที่เราไม่ได้ซื้อไปกลับเลยต้องไปเข้าคิวรอซื้อตั๋ว แต่เธอซื้อไปกลับเลยเดินไปขึ้นกระเช้าเลย เฮ้ยยยย รอด้วยสิ อย่าเพิ่งไปกรูอุตส่าจำยอมมาซื้อตั๋วกระเช้าแล้วนะ รอก่อนนนน ไอ้เจ๊กคนซื้อตั๋วก่อนเราก็พฃุดไรไม่รู้เรื่องโล้งเล้งกะพนักงานงาน เวนกรรม กว่าจะได้ซื้อตั๋ว แล้วรีบวิ่งตามสาวเจ้าไป

คุณพระ! พนักงานจัดคนเข้ากระเช้าคนละกระเช้า เพราะว่าไม่ค่อยมีคนมากนัก แล้วเธอคนนั้นก็ได้ขึ้นกระเช้านำไปก่อนแล้ว เวนแท้ๆๆๆๆๆ อุตส่าเสียตังค่ากระเช้า เฮ้อ 60 เหรียญไปกลับ 120 นี่ถ้าซื้อไปกลับแต่แรกจ่าย 100 เดียว ขาดทุนไป 20 เหรียญ เพราะความหน้าหม้อ สมน้ำหน้า เมิงงงงงง

ปลอบใจตัวเองยังไงกรูก้ได้นั่งกระเช้าเดียวหละวะ ปกติเค้ามีบริการเหมากระเช้านะรู้สึกราคา 2400 เหรียญคือนั่งคนเดียวเลย ไม่มีใครปน เหอๆ คิดเชิงบวกจ่ายแค่ 60 เหรียญได้นั่งกระเช้าคนเดียว ฮือๆๆ เพราะน้องสาวชาวอาทิตย์อุทัย ทำหนุ่มชาวไทยปวดหัวใจแต่หัววัน ปลอบใจตัวเองอีกเรื่องให้สบายใจ ดีวะกรูได้เดินดูของที่ City gate อีกรอบไม่เสียเวลา 55

เที่ยงกว่าแล้วไปใหนต่อดี วันนี้ไม่ได้เตรียมการณ์มาเลย ไปที่แปลกๆดีกว่า เห็นในหนังสือท่องเที่ยวฮ่องกงบอกว่ามี wetland แต่ไม่ใช่สวนสนุกนะ เป็นแหล่งธรรมชาติที่ทางรัฐบาลอนุรักษ์ไว้สำหรับพวกสัตว์ต่างๆ มีทางเดินชมระบบนิเวศด้วย เหอๆมาถึงฮ่องกงกูมาดูนกเหรอนี่ เอาหละหว่า มาคนเดียวนี่ไม่ต้องถามใคร ไปก็ไปวะ นั่งรถไฟสายสีส้มกลับมาลงที่ Lai King และต่อไป Mei Foo เพื่อจะต่อสายสีเขียวไป Tin shui Wai

ถามพนักงาน MTR มันบอกว่าใช้เวลาประมาณ 50 นาทีกว่าจะไปถึงแล้วนี่บ่ายกว่าแล้วไปกลับอีก ที่สำคัญวันนี้มีแผนจะขึ้น The Peak ด้วย ไม่ไปดีกว่ากลับไปเตรียมตัวขึ้น The Peak ดีกว่า

ท้องเริ่มร้องแล้ว น้ำที่เตรียมมาจากที่พัก ไม่ช่วยได้ มาถึงฮ่องกงทั้งทีต้องหาไรกินให้มันคุ้มค่าหน่อย

หึหึตรงดิ่งไปที่ 7-11 ได้ข้าวแกงไก่มากล่องหนึ่ง 19 เหรียญเหอๆๆ รอดตายแล้วกรู





รสชาติพอแหลกได้ จืดๆเลี่ยนๆมันๆ เอาน่าอย่าคิดมากเรากินง่ายอยู่ง่ายอยู่แล้ว มาเที่ยวๆๆ นั่งโซ่โล่ที่ป้ายรถเมล์นี่แหละ ไม่รู้จักใครไม่อายใครวุ้ย









แล้วก็ตัดสินใจขึ้นรถไฟกลับมาที่ Mong kok พอมีเวลาเหลือเดินเล่นถนน นาธานดีกว่า จาก Mong Kok ถึง Tsim cha Tsui พอได้เดินเล่น แต่ก็ไกลพอสมควรเลย วัดระยะทางจาก google earth ประมาณ 3 กม

ไม่มีปัญหาโผล่ขึ้นมาจากสถานีรถไฟฟ้าก็ เดินเลย ไม่เหนื่อยนะ ฮ่องกงมีไรให้ดูมากมาย ตึกเก่ากะใหม่ผสมผสานกันอย่างลงตัว อากาศเย็นๆทำให้ไม่เหนื่อยมากนัก ที่สำคัญคือ สาวฮ่องกง ถุงน่องดำ รองเท้าบูธ สวมโค้ท เฮ้อ ให้เดินเป็น 10 กม ยังไหว ผู้คนพลุกพล่านไม่มีใครสนใจใคร ได้บรรยากาศเหมือนกรูเดินอยู่คนเดียวบนโลกนี้









ใช้เวลาประมาณสักชั่วโมงกับการเดินบนถนนนาธานได้บรรยากาศไปอีกแบบ เหมือนเดินเยาวราชตอนหน้าหนาว



แวะไปที่ห้องพัก เตรียมตัวไป The Peak โดยการนั่งรถ Peak Tram อืมไปไงหละทีนี้ ต้องไปเริ่มต้นแถวๆ Central แล้วก็ดูแผนที่เดินไปสถานี Peak Tram เอา

พอโผล่ขึ้นสถานี Central โห ตึกใหญ่โตเต็มไปหมด

เฮ้อแล้วก็เหยียบฮ่องกงจริงๆซะที ที่ผ่านมาก็อยู่ฝั่งเกาลูน อย่าเพิ่งหลงถ่ายรูปตึกระฟ้า เย็นแล้วรีบไปก่อนดีกว่าอยากได้บรรยากาศทั้งไม่มืดและมืดแล้วบน The Peak งมหาทางไปสถานี Peak tram ดีกว่า งงเหมือนกันกับแผนที่ เพราะถนนมันตัดมั่วไปหมด อาศัยถามๆเอา

และแล้วก็ถึง สถานี Peak Tram จนได้ และก็ซื้อตั๋วแบบขาเดียว(อีกแล้ว) ราคา 22 เหรียญ ขากลับไม่ว่ายังไงกรูจะลงมากะรถเมล์สาย 15 ให้ได้ เพราะจะได้นั่งดูวิวด้วย เค้าว่าโชเฟอร์ขับลงเขาอย่างเสียว ซื้อตั๋วเสร็จ รอไม่นานก็ขึ้น Peak Tram ซึ่งรถไฟสายสั้นๆนี้ให้ปริการคนฮ่องกงมาเป็นร้อยปีแล้ว แต่ก็พัฒนามาเรื่อยๆจากสมัยแรกใช้ไอน้ำตอนนี้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์มาควบคุม ปลอดภัย 100% คือถ้ามันจะเกิดอะไรอย่ามาเกิดเที่ยวนี้แล้วกัน 555

ไม่ถึง 10 นาทีกะรถรางขึ้นเขา จริงๆแล้วมันน่าเรียกลิฟท์มากกว่า เพราะว่ามันชันเกือบ 90 องศาซะขนาดนั้น วิ่งเร็วซะด้วย รถวิ่งผ่านย่ายที่อยู่อาศัยคนมีกะตังชาวฮ่องกง ลูกสาวนายทักษินก็มาซื้อไว้แถวๆนี้แหละ ถ้าเลือกที่นั่งได้ทันให้นั่งด้านขวา เพราะจะได้เห็นวิวตึก สวยๆมากกว่าครับ

มาถึง Peak tower มีที่ดูดตังหลายๆที่พวกพิพิธพันธ์ต่างๆที่รอดูดตังนักท่องเที่ยว แต่ ไม่ใช่เงินกรูหละ เดินดุ่มๆขึ้นบันไดเลื่อนเป็นสิบๆอัน ฮ่องกงนี่มันน่ามาทำธุรกิจบันไดเลื่อนจริงๆที่ใหนๆๆก็เจอบันไดเลื่อน อาจเป็นเพราะความเร่งรีบก็เป็นได้ สุดท้ายสุกบันไดเลื่อน อ้าวห้ามขึ้น ไปบนสุดเหรอ อ้าว แล้วไง ให้ดูแถวนี้เหรอ มันจะสวยเหรอ แล้วถ้าจะขึ้นไปข้างบนหละ อ่อ 20 เหรียญ แหมมมมม ตัดใจจ่ายไปกะบัตรปลาหมึกนะแหละ เพื่ือวิวสวยๆๆวุ้ย จริงๆรู้มารู้ทีหลังว่าถ้าซื้อตั๋วรวมรถรางมาด้วยขึ้นชมบนยอดตึกด้วย ราคาแค่ 40 ลด 2 เหรียญ เฮ้อ เสียดาย

และแล้วก็ถึง The Peak มองลงไปเห็นตึกเต็มไปหมด ยังไม่มืดมากนักเลยได้บรรยากาศยามเย็น ลมหนาวพัดมาแรงๆ คิดถึงใครสักคน น่ามาอยู่ด้วยกันตรงนี้ มายืนโอบกันท้าลมหนาว มายืนจับมือกันให้อุ่นๆ แต่ตอนนี้ อยู่คนเดียว

จัดแจงตั้งขาตั้งกล้องเพือ่เก็บภาพสวยๆ ของบรรยากาศเกาะฮ่องกง จากมุมวิวสูง ยิ่งมืดยิ่งเหงา ยิ่งหนาวยิ่งคิดถึง ถ่ายรูปดีกว่า





อยากรู้จริงๆว่าแต่ละเดือนๆเนี่ยฮ่องกงต้องจ่ายค่าไฟเท่าไหร่ ดูแต่ละตึกต่างติดไฟประดับกันสุดฤทธิ์ สุดเดช เปิดไฟแบบไม่เกรงใจค่าไฟกันเลยจริงๆ

ลมหนาวแรงขึ้นเรื่อยๆแล้ว นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยขึ้นมาเรื่อยๆแล้ว คนเริ่มเยอะ ลงไปหาไรกินแถวที่พักดีกว่า





เดินออกมาจาก Peak tower เดินไปที่ป้ายรถเมล์ รอสาย 15 คนรอกันเยอะเหมือนกัน



รถรออยู่แต่มันยังไม่ถึงเวลาจะออกก็ยืนรอกันต่อ สักพักมันก็เปิดไฟวิ่งออกมารับที่ป้าย เอาหละได้เวลาหวาดเสียวกันแล้ว

ปัญหาอีกอย่างคือ แล้วจะลงตรงใหน ไม่ไรขึ้นไปก่อนค่อยว่า ยังไงรถมันก็วิ่งไปสุดทางแถว Central กะอาศัยดูตึกที่พอรู้จักแล้วก็หาทางมุดดินลงสถานีรถไฟไป Tsim sha tsui แถวที่พัก

พอผู้โดยสารขึ้นครบแค่นั้นแหละ พี่โชเฟอร์สวมวิญญาณพนักงานขับรถไฟเหาะตีลังกา อารมเหมือนๆกันเลย เพียงแค่มันไม่ตีลังกา เส้นทางวกวนไปมาลงเขา พี่ท่านไม่มีเบรค ซัดไปตรงๆ แล้วไอ้ถนนที่มันขึ้นมาบน Peak ก็ไม่ได้ใหญ่โตไรมากมาย โอ้ กรูคิดผิดมั้ยเนี่ย อาการเหมือนจะเมารถมันเริ่มขึ้นมาในทันทีทันใด จริงๆแล้ว นอกจากสาย 15 แล้วจะมีสาย 15 C วิ่งเส้นทางเดียวกัน แต่ชั้นบนมันตัดหลังคาออกไปซะ เพื่อให้บรรยากาศเหมือนนั่งรถไฟเหาะตีลังกาจริงๆ สาย 15 C เอาไว้ดูวิวโดยเฉพาะ ก็อยากนั่งนะแต่ตอนนั้นลมมันหนาวๆๆ มือเย็นไปหมดแล้ว เลยเลือกสาย 15 ที่มีหลังคาธรรมดาแทน อย่า่งน้อยเกิดมันตกเขา ศพกรูจะได้อยู่ในรถ ไม่กระจัดกระจาย เห้อๆๆ

แล้วพี่โชเฟอร์ก็พาลงมาอยู่แถวๆ central จนได้ แว๊บหนึ่งจำได้ว่ามันผ่านถนนที่เคยเดินไปขึ้น Peak tram ตอนเย็นนี่หว่า เสร็จกรู ลงตรงนี้แหละ จะเดินหารูลงรถไฟฟ้าเอาแถวๆนี้แล้วกัน แต่ครั้นพอเดินลงมาจริงๆ มันมืดแล้วแสงไฟสาดส่องทั่วไปหมด เกิดอาการหลงทิศ เอาไงดีวะ แผนที่หนะมีที่ตอนนี้อยู่ตรงใหนในแผนที่วะ เดินวนรอบตึกอยู่สองรอบไม่ไหวแล้ว ท่าทางคงได้นั่งแท๊กซี่แน่ๆ แล้วไอ้แท๊กซี่นี่ถ้านั่งลอดอุโมงค์ไปฝั่งเกาลูนเนี่ย ว่ากันว่าจ่ายตังเพิ่มด้วย เวนกรรม ท้องก็หิวแล้ว แล้วสติยังพอมี เออหวะเตรียมเข็มทิศมานี่หว่า เออเนอะควักเข็มทิศขึ้นมาดูทิศ เทียบกะแผนที่ อ้อ นี่กรูเดินวนที่ลงรูรถไฟฟ้าไปสามรอบแล้ว ตั้งสติเดินหาป้ายสถานีรถไฟฟ้า โอ้ มันแอบอยู่ตรงนั้นนี่เอง รอดแล้ว รอดพ้นค่าโดยสารแท๊กซี่ รีบเดินลงดินสถานี Central นั่งลอดอ่าวฮ่องกงมาโผล่ Tsim sha tsui เดินขึ้นมาก็สบายใจแล้ว แถวนี้ถิ่นเราแล้วไม่มีหลง

ภาระกิจต่อไปคือหาไรมาหย่อนใส่ท้องหน่อย หิวมากมาย Tsim sha ย่านนี้หาของกินไม่ยอกแต่ที่ยากคือ สั่งนี่สิ จะสั่งไง อืม ด้านหลังสือเที่ยวมีภาษาจีนเรื่องอาหารนี่หว่า เอาเหวย ล่อภาษาจีนไปเลย เปิดอ่านว่าจะสั่งข้าวหมูแดง "ช้า ซิ้ว ฝ่าน" เหอๆเอาเว้ยกูก็พูดจีนได้ พอสั่งไปทีนี้แหละมันก็พ่นๆๆภาษาจีนมาเป็นชุด กูจะรู้เรื่องมั้ย แมร่งง เอาไงดีวะ "rice with red pork" ใช้ภาษาอังกฤษ ขั้นแอดว้านไปเลยดีกว่า ข้าว กับ หมู สี แดง ๆ มันยังโช้งเช้งต่อ ท่าทางวันนี้กรูคงอดตาย แล้วสุดท้าย ภาษาคลาสสิคที่มีมาช้านานในโลกนี้ ทุกชนชาติเข้าใจหมด นั่นคือภาษามือ เหอๆๆ เดินไปชี้ๆๆๆๆ กูเอานี่ๆๆ จบเดินกลับมารอ เออได้ผลสักพักจานนี้ก็มา

รอดตาย คราวนี้ชี้ผักในจาน แล้วยกมือ 1 นิ้ว คือจะสั่งเอาผักน้ำมันหอยมาด้วย เออ มันเข้าใจแฮะ มื้อนั้นค่าเสียหาย ข้าว 27 ผัก 13 รวม 40 เหรียญ สบายท้อง ให้ข้าวเยอะดี อิ่มมาก รอดตายไปอีกมื้อ เดินกลับที่พักดีกว่า

เมื่อยขาแล้วระหว่างทางผ่าน ร้านซิ้มขายมันเผาหัวใหญ่มาก อากาศหนาวๆแบบนี้ไม่มีมืออุ่นให้จับ ซื้อมันเผาไปจับให้อุ่นๆๆดีกว่า เจ๊เสนอราคาร 15 เหรียญขาดตัวต่อไม่ได้ ตกลงคืนนั้นได้กินมันเผาหัวละ เกือบ 70 บาท แต่รสชาติดีมาก หวานเนื้อละเอียดไม่เหมือนมันบ้านเรา

เหอๆก็ต้องปลอบใจตัวเองว่าหัวตั้ง 70 บาทมันต้องมีไรที่พิเศษ เห้อๆ

คืนที่สอง ที่ฮ่องกงก็หลับสบาย ได้กลิ่นมันเผาที่หัวนอนกรุ่นๆ เผลอหลับไปด้วยความเหนื่อย เมื่อย และอิ่ม

13 มกราคม 2552

Star ferry / รถราง / Causeway / Repulse Bay / เจ้าแม่กวนอิม / Wan Chai / Hong Kong Convention & Exhibition Centre / Golden Bauhinia / Hong Kong Museum of History/Symphony of light

วันที่สามที่ฮ่องกง กะการลุยเดี่ยว เที่ยวให้ทั่ว วันนี้วางแผนที่จะไปเพียบเลย วันนี้ตื่นเช้า 8 โมง จริงๆมันก็ 7 โมงบ้านเราแหละ เวลามัน Fake อาบน้ำเตรียมตัว จัดของใส่เป้ไม่ลืมเข็มทิศสุดที่รักที่ช่วยได้เมื่อคืน จัดการกรอกน้ำจากที่พักไปสองขวด ทริปนี้ตั้งใจจะไม่ซื้อน้ำดื่มที่ฮ่องกง เห้อๆๆ

จัดของเรียบร้อยเดินออกมาจากที่พักผ่านสวนสาธารณะเกาลูน อยู่ไกล้ๆที่พักนะแหละ หนุ่มสาวชาวฮ่องกงต่างรีบเร่งไปทำงานโผล่มาจากรูรถไฟฟ้ายังกะมด ต่างคนต่างไม่สนใจกัน ชีวิตที่นี่ดูเร่งรีบกันจัง เดินผ่านย่ายจิมซาจุ่ยมุ่งหน้าไปท่าเรือ star ferry ไม่ไกลมากพอเริ่มเมื่อยก็ถึงท่าเรือ บรรยากาศเหมือนท่าเรือพรานนก มีท่ารถเมล์หลายสายทีเดียว คิดว่าน่าเป็นต้นสายหลักๆที่จะออกไปยังที่ต่างๆ แต่วันนี้ไม่สนใจรถเมล์ จะข้ามเรือเฟอร์รี่ไปฝั่งฮ่องกง เพื่อไปนั่งรถราง ชมเมือง ชมตึก อืมหาไรกินก่อนดีกว่า มื้อนั้นฝากท้องกับ ร้าน Macdonald แถวท่าเรือเฟอร์รี่เป็นท่าเรือที่เทียบพวกเรือท่องเที่ยวหรูๆด้วย พวก Star cruse

จัดการซัดเบอร์เกอร์ จนอิ่มท้องได้เวลาไปลงเรือกัน ทีนี้เรือมันมีสองชั้น สองราคาชั้นบนราคา 2.2 ชั้นล่าง 1.7 นักท่องเที่ยวแบบเราๆเลือกชั้นสองดีกว่า ได้เห็นวิวชัดเจนกว่า ทีนี้จะลงเรือมันก็ต้องเลือกเส้นทางเลยว่าจะเอาไงกะชีวิต นั่นคือชั้นบนก็เดินเข้าอีกประตูชั้นล่างก็เข้าอีกประตู เลือกไปเลย เอาหละไปชั้นบนดีกว่า ค่าเรือก็ใช้บัตรปลาหมึก แปะเข้าไป ง่ายจริงๆ เรื่องทำให้เงินในบัตรปลาหมึกหายไป แม้แต่ใน 7-11 มันก็ใช้บัตรนี้ได้ สะดวกสุด แต่ถ้าใครเริ่มมีเหรียญสะสมมากเกินปกติแนะนำให้เอาออกใช้ซะบ้าง ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าว่าไอ้เหรียญเงินฮ่องกงเนี่ยมันหนักกว่าปกติ อีกอย่างเก็บไว้เยอะๆแลกคืนไม่ได้นาคร้าบ

แปะบัตรเรียบร้อยรอลงเรือ มีแต่พวกฝรั่งนักท่องเที่ยวทั้งนั้นชั้นบน สังเกตดูชั้นล่างจะเป็นพวกคนทำงาน ก็จริงแหละราคาถูกกว่าไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มแพงๆ รอไม่นานเรือก็เข้ามาเทียบ รีบเดินลงไปคนแรกเลย ทีนี้ความไม่รู้นี่หว่าเลยเกิดอาการหน้าแตก พอลงเรือไปปุ๊ปก็เดินดุ่มๆๆไปหน้าเรือเลย จะได้ดูวิวเหมาะๆว่างั้น แต่พอเรือออกเท่านั้นแหละ ก็รู้ว่าไอ้เรือเฟอร์รี่นี่มันมีสองหัว คือวิ่งได้ทั้งสองทาง เหอๆๆ พอจะออกจากท่ามันก็เอาท้ายเมื่อตะกี้เป็นหัววิ่งออกไปเลย เซ็งสิครับจากเลือกที่นั่งหน้าสุดกลายเป็นหลังสุด เหอๆก็ทำฟอร์ม ดุ่ยๆออกมานั่งตรงกลาง ไม่อายใครเพราะไม่รู้จักใคร 55

เรือเฟอร์รี่มีมาเป็นร้อยปีแล้วรับใช้ชาวฮ่องกงมาเป็นเวลานาน แต่ก็ได้พัฒนามาเป็นลำดับ ใครมาเที่ยวที่ฮ่องกงอยากให้มาลองบรรยากาศร่วมสมัยกะคนฮ่องกงเค้าหน่อยมานั่งเรือข้ามฟากกะ star ferry เอาบรรยากาศว่างั้น

บนเรือมองเห็นตึกสูงๆฟากฮ่องกงชัดเจน มองไปเห็น the peak ลิบๆ เรือหลากหลายชนิดวิ่งกันมั่วไปหมด เรือที่มาจากมาเก๊าก็มาเทียบแถวๆนี้ เหมือนกัน วันหลังมีเวลามากกว่านี้ค่อยไปเที่ยวดีกว่า

แล้วเรือก็เทียบท่าฝั่งฮ่องกง ทีนี้ก็เดินหละครับเดินออกจากท่าเรือผ่าน สถานีรถไฟฟ้าฮ่องกงซึ่งรถไฟด่วนจากสนามบินจะมาสุดสาย ที่นี่ อาคารใหญ่โตทีเดียว เห็นมีบริการ in town check in ด้วยคือเอากระเป๋ามาเช็คอินก่อน 24 ชั่วโมง แล้วก็รอเวลาไกล้ค่อยมานั่งรถไฟด่วนไปสนามบิน คิดว่าพวกสายการบินชั้นนำน่าจะมีบริการนี้เพราะได้บวกค่าบริการไปแล้ว ยังไงลองสอบถามจากสายการบินดูเพราะมีประโยชน์มากสำหรับวันกลับไม่ต้องแบกกระเป๋าไปใหนๆ มาเช็คอินแล้วก็เดินตัวปลิวไปช้อปกันต่อเลย แต่สายการบินแอร์เอเชียได้สอบถามน้องแอร์คนสวย ไม่มีค่ะ พี่ต้องแบกกระเป๋ามาเช็คที่สนามบินเองค่ะ เหอๆ จ๊ะคุณน้อง

เดินผ่านตึกExchange Square ตรงนี้เป็นชุมสายรถเมล์หลายๆสายซึ่งอีกสักพัก ก็ต้องมาขึ้นสาย 6,6x,66 206 ไป Repulse bay จากตรงนี้แหละ เดินลัดเลาะไปจนถึงถนน Queenway ซึ่งเป็นถนนที่มีรถรางวิ่ง ไอ้รถรางเนี่ยมันไม่ได้ขึ้นที่ป้ายรถเมล์ปกตินะ ต้องเดินไปตรงกลางถนนแล้วก็ขึ้นจากด้านหลัง เหอๆไม่เหมือนรถเมล์ขึ้นด้านหน้า ไม่ไรดูๆเขาไป ตั้งใจจะนั่งรถรางผ่านถนน quennway ไปเรื่อยๆซึมซับบรรยากาศสมัยก่อนของฮ่องกงอีกอย่าง ไม่ต้องเดินให้เมื่อยขา ที่นั่งประจำคือชั้นสองหน้าสุดไม่พลาดซะหละ ค่าโดยสาร 2 เหรียญ ตลอดสาย

ได้นั่งรถรางแบบนี้ได้อารมณ์ไปอีกแบบ รถมันยังทำด้วยไม้ เหมือนเดิมๆ แต่สังเกตมีแต่อาแปะอาซิ้มใช้บริการเยอะนั้นเพราะเขาลดราคาให้ เหลือ 1 เหรียญสำหรับคนสูงอายุ คนวัยทำงานไม่ค่อยมีคนใช้อาจเป็นเพราะมันวิ่งไม่เร็วมากอีกอย่างถนนแค่นั้นมันก็วิ่งรวมกะพวกรถเมล์ วิ่งๆจอดๆรอไฟแดง พวกทำงานคงไปไม่ทันแน่ๆ ขึ้นรถรางแถวๆ Central แล้ว ไปลงแถว Causeway bay ก็ซึมซับได้บรรยากาศพอแล้วผ่านตึกหน้าตาแปลกๆสวยๆหลายๆตึก ผ่านย่านเก่าแก่ดั้งเดิม ของฮ่องกง แล้วก็ลงรถราง เอาไงต่อดี



ตามแผนคือไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่ Repulse bay ต้องขึ้นสาย 6 แล้วตรงนี้มันผ่านไหมหว่า เดินเข้าไปถามหนุ่มคนหนึ่ง สาย 6 ผ่านมั้ยตรงนี้ ขี้เกียจไปขึ้นที่ central อะ มันว่าไม่ผ่านแต่ให้ไปแถว Wan chai เดินไปแป๊บเดียวให้ขึ้นรถตู้ ไป เหอๆฝันเหอะ เรื่องขึ้นรถตู้หลังคาเขียวหลังคาแดง ในข้อมูลหนังสือบอกว่ามันวิ่งมั่วไปหมด เป็นภาษาจีนทั้งนั้น จึงตัดออกไม่มีทางที่จะเดินทางกะรถตู้เด็ดขาด ยืนดูแผนที่ อืม สถานีรถไฟ Causeway bay อยู่แถวๆนี้นี่หว่า อย่ากระนั้นเดินเที่ยวแถวนี้เลยดีกว่า

Causewaybay มีห้างเต็มไปหมดผู้คนเดินกันเต็มถนน ร้านแลกเงินที่นี่เยอะมากๆๆ ที่นี่น่าเป็นที่มาช้อปปิ้งที่น่าสนใจแห่งหนึ่งทีเดียว แต่เราไม่ได้มาช้อปนี่หว่า มีภาระกิจต้องไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม เดินได้พักหนึ่งกูดำดินมาโผล่ที่ Central ทีนี้ก็หาป้ายรถเมล์ตรงตึก Exchange Square ปัญหาเกิดขึ้นตรงนี้คือหาป้ายรถเมล์ไม่เจอ เดินวนตึกสามสี่รอบแผนที่มันก็บอกว่าอยู่หน้าตึกนี่หว่า แล้วไมไม่เห็นวะ เดินขึ้นเดินลงอยู่พักหนึ่ง ไม่ไหวแล้วเล็งสาวจีนน่ารักคนหนึ่ง พุ่งไปเลย ถามเลย

"น้องๆ พี่จะไป repulse bay จะขึ้นสาย 6 พี่จะขึ้นตรงใหน บอกพี่หน่อยพี่หมดปัญญาแล้ววนหาสามสี่รอบแล้ว" "พี่ขา ไอ้ป้ายรถเมล์ที่พี่ว่าเนี่ยมันอยู่ข้างล้างจ๊ะ เนี่ยที่เรายืนอยู่เนี่ย ตรงๆเลยแต่มันอยู่ชั้นล่าง ค่าคุณพี่ขา" แหมม ตอบแล้วยิ้มๆๆกวนตีนนะเนี่ย ดีที่ว่าน่ารักไม่ว่ากัน จริงๆอยากชวนไปไหว้พระด้วยกันนะ เหอๆ

เดินลงบันไดเลื่อนมาป้ายอยู่ข้างล่างจริงๆ เวนกรรม สาย 6 รออยู่พอดีรีบวิ่งขึ้นไปเลย สายนี้ตามข้อมูลราคาคิดตามระยะทาง ไม่เหมาจ่ายเราไปลงกลางทางจะไม่คิดเต็มราคา คือรถไปสุดสายที่ Stanley แต่เราลงก่อนเพราะงั้นต้องแปะบัตรสองที เลือกราคาตอนเราจะลง แต่ถ้าใครไม่ซีเรียสก็แปะทีเดียวคิดเต็มไปเลยก็ไม่ผิดนะ แต่ไม่ใช่เราหละ ไอ้งก เห้อๆ ที่นั่งเดิม ที่นั่งประจำชั้นสอง แถวหน้าสุด ไม่มีใครได้มาแย่งกรูหละ ตรงนี้กรูขอจองทุกๆสายไป 555 รถออกแล้วก็วิ่งตามเส้นรถราง ตะกี้แล้วไปเลี้ยวเข้าอุโมงค์ ยาวมากพอออกจากอุโมงค์ ก็ถึงป้าย Ocean Park ใครจะเที่ยวกลงป้ายนี้ ไอ้เราตั้งใจมาแต่แรกแล้วว่า Disney กะ Ocean ไม่มีได้กินตัง เพราะทำใจไม่ได้ เล่นอยู่คนเดียว ฮือๆๆ

พอออกจากอุโมงค์ให้สังเกตตึก ที่มีช่องโหว่ตรงกลาง ให้ลงป้ายนั้น แป๊บเดียวก็ถึงตึกที่ว่า เค้าชื่อ repulse bay beach แล้วที่ต้องมีรูตรงกลางก็เพือ่ให้มังกรที่อยู่บนภูเขามีทางออกมา ทะเล เฮ้อว่าไปกันเรื่อย แต่ก็ดีสำหรับเราเอาไว้เป็นจุดสังเกตลงรถ เห้อๆ ตอนลงรถไม่ลืมที่จะแปะบัตรปลาหมึกอีกเลือกจ่ายตามราคาจริงแล้วก็ลงมายืนเอ๋อ ตรงป้ายรถเมล์นั่นเอง

หาดหนะเห็นอยู่ตรงหน้า แต่ทางลงตรงใหนฟระ มันมีแต่บ้านพักตากอากาศเต็มไปหมดเอาไงหละ เดินเลาะไปเรื่อยๆดีกว่า มันต้องมีทางสิน่า แล้วก็จริงด้วยมันมีช่องลงหาดเล็กๆ เดินลงไปผ่าน 7-11 แล้วก็ถึงหาดเลย เฮ้อ ไอ้เราคนเด็กเกาะสมุย เห็นหาดทรายมาแต่เด็กๆ รู้สึกเฉยๆนะกะหาดที่นี่ แต่อากาศนี่ซิ 17 องศาริมหาดแบบนี้ไม่เคยเจอ อีกอย่างเป็นความรู้สึกภูมิใจเล็กๆว่ากรูก็มาถึงจนได้ แล้วไอ้หาดเนี่ยมีป้ายห้ามๆๆๆเต็มไปหมด หมดเล่นจานร่อน ห้ามพาหมาเดิน ห้ามนู่น ห้ามนี่ ตกลงมันจะให้มาทำไรได้มัั่งวะเนี่ย

ถ่ายรูปพอหนำใจ แล้วเจ้าแม่กวนอิมอยู่ใหนหละเนี่ย กดโทรกลับเมืองไทยถามเพื่อนที่เคยมา ว่าอยู่ตรงใหน" อยู่ที่หาดนะแหละ" "เนียกูก็อยู่บนหาดเนี่ยไม่เห็นมีเลยองค์ใหญ่ๆน่าจะเห็นสิ" "ตรงหัวหาดอะลองเดินไปดู"เพือ่นคนดีให้คำแนะนำ เอาหละเราอยู่กลางหาดเดินไปทางขวาก่อนดีกว่า เดินๆๆๆๆ ไม่เห็นมีเลย โทรไปถามมันอีกทีดีกว่า เฮ้ยไม่เจอเลย "แกเดินมาทางใหน แกก็ลองเดินกลับไปอีกด้านสิ" ขอบใจมาก ไม่น่าเสียเงินโทรมาถามเล้ย แล้วสุดท้ายก็เดินกลับมาอีกฟากของหาด เฮ้อเจอเจ้าแม่กวนอิมยืนซ่อนอยู่ใต้พุ่มไม้ นี่เอง

มาตั้งไกล ขอคู่แล้วกัน ขอรวยๆ ขอสุขภาพดี ขอเป็นภาษาไทยเจ้าแม่จะเข้าใจไหมหนอ เพือ่ความชัวร์ขอเป็นภาษาอังกฤษด้วยดีกว่า 55 ไหว้พระจนหนำใจ ได้เวลากลับ เดินไปที่ป้ายเดิมนะแหละ คราวนี้นั่งสาย 66 กลับมาไม่เข้าอุโมงค์แต่ผ่านย่าน Wan chai เป๊ะเลย เราจะลงแถวๆนั้นแล้วเดินไปที่ อนุสาวรีย์ดอกชงโคสีทอง บริเวณหน้าที่แสดงสินค้าฮ่องกง ขากลับไวมาก วิ่งแป๊บเดียวมาโผล่ Wan chai แล้ว ลงรถเมล์ หิวแล้ว เบอร์เกอร์ก้อนเมื่อเช้าย่อยหมดตอนเดินที่หาดแล้ว หาไรกินดีกว่า เปิดหนังสือดูแถวนี้มีร้านอร่อย

คือร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา เดินหาเลย งงอยู่พักหนึ่งก็เจอร้าน คราวนี้ไม่พูดมากแล้วเดินไปชี้รูปที่ติดข้างฝาเลย เอาชัวร์ 55 อืมลูกชิ้นมันอร่อยจริงๆด้วย ชามใหญ่มากอิ่มท้อง น้ำไม่สั่งเปลืองเรามีน้ำดื่มมาจากบ้านเอ้ยที่พัก ไม่ไหว lemon tea แก้วละ 15 เหรียญ มันก็ชามะนาวบ้านเรานี่แหละแต่แก้วละ 70 บาท น้ำดื่มเราอร่อยกว่า 55





อิ่มแล้ว เดินต่อวันนี้อาการเมื่อเริ่มปรากฎ รู้สึกปวดขาบ้างแล้ว แต่ไม่ไรเราเตรียมเค้าเตอเพนมาเห้อๆ ทาถูๆเย็นๆน่องก็เดินต่อได้ เดินลัดเลาะตามซอกตึกจนมาออก ที่อาคารแสดงสินค้าฮ่องกง จะเรียกอาคารปีกนกก็ได้คล้ายๆกัน

ตรงนั้นมีอนุสาวรีย์ดอกชงโค



สีสอง ดอกเป้งๆ ตั้งอยู่ ดอกชงโคเป็นดอกไม้ประจำชาติของฮ่องกง และที่ตรงนี้เคยจัดงานอังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนให้จีน เมื่อหลายปีก่อน ตรงนี้อยู่ริมน้ำมองกลับมาฝั่งเกาลูน ชัดเจน น่านั่งชิมบรรยากาศ สักครู่ เลยถือโอกาสนั่งนวดขา ซะเลย





เริ่มเย็นแล้วเดินไปขึ้นเรือเฟอร์รี่กลับจิมซาจุ่ย ตรงนี้เป็นท่าเรือไม่ใช่ที่มาเมื่อเช้า แต่มีเรือไปจิมซาจุ่ยได้ น่าเหมือนท่าพรานนกที่ไปได้ทั้งวังหลังและท่าเตียน ข้ามเรือกลับมาฝั่งที่ัพักเรา แดดเริ่มอ่อนลง อากาศเย็นๆเริ่มมาอีกแล้ว อืมยังมีเวลาเหลือ นี่วันนี้วางแผนไว้ว่า สองทุ่มจะดู Symphony of light เป็นการแสดงแสงสีเสียง กะตึกของฮ่องกง ซึ่งกินเนสบุคได้ลงบันทึกว่าเป็นการแสดงแสงสีเสียงที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปแล้ว





ไปใหนดี ไปใหนดีมีเวลา โอ้วันนี้วันพุธ พิพิธภัณฑ์ ในฮ่องกงเปิดให้ชมฟรี อิอิ อะเลือกดีกว่าไปดูอะไรดี แล้วก็เลือกพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ฮ่องกง อยู่แถวๆจิมซาจุ่ยเดินไปสักครึ่งชั่วโมงได้

พิพิธพัณฑ์เค้าทำดี จริงๆต้องเสียค่าเข้าชม 10 เหรียญ แต่วันนี้วันพุธ เลยเปิดให้ชมฟรีอย่างที่บอก เค้ายกเอาเรื่องราวในอดีตของเกาะฮ่องกง มาเล่าผ่านรูป ผ่านวีดีโอ การดำรงชีวิตสมัยก่อนของคนฮ่องกง สงครามฝิ่น รถรางคันเดิมเอามาตั้งให้ดู โมเดลเรือเฟอร์รี่ยุคแรกๆ รู้สึกชอบที่เค้าสามารถเล่าเรื่องราวออกมาได้อย่างไม่น่าเบื่อ แต่เรื่องการชมพิพิธพัณฑ์แล้วแต่คนจะชอบนะ เรื่องแบบนี้นานาจิตตัง แต่โดยส่วนตัวชอบดูอารยธรรมของที่นั้นๆ ที่เก่าๆ เลยรู้สึกมีอารมณ์ร่วมกับการนำเสนอของเค้า ถ้ามีเด้กๆไปฮ่องกง อย่าลืมพาเที่ยวนะ จะได้ความรู้อะไรกลับมาเยอะเลย อีกอย่างตรงข้ามกันมีพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ด้วย

แต่คงไม่ได้เข้าดูแล้วมีภาระกิจที่ต้องไปเฝ้ารอดู symphony of light กลับไปชาตแบตเตอรี่กล้องถ่ายรูปที่ห้อง อาบน้ำอาบท่า แบกเป้ไป Avenue of star ซึ่งเป็นที่จัดแสดง แสงสีเสียง เดินลัดเลาะไปทางใต้ดินแป๊บเดียวก็โผล่มาไกล้ๆท่าเรือเฟอร์รี่ ไกล้ๆหอนาฬิกา เดินดูวิว กะรอยมือที่พวกดาราเค้ามาแปะๆไว้บนถนน อารมณ์เหงา อิจฉา ผุดขึ้นมาในหัวใจอีกแล้ว หนุ่มสาวมากันเป็นคู่ๆ ยืนจุ๊บกัน แหมม เซ็ง อย่ากระนั้นไปหาที่นั่ง ดีกว่าเดินไปก็เจอแต่ภาพบาดตาบาดใจ เซ็ง

นั่งอยู่ตรงนั้น นั่งมองดูบ้านเมืองเค้า นั่งนึกถึงที่ได้ไปเที่ยวมา นั่งนึกถึงใครสักคน นั่งนึกอยู่ในใจเงียบๆ เรือลำแล้วลำเล่าผ่านไปมา เรือเทียบท่ารับส่งคนข้ามฝากก็หยุดวิ่งแล้ว ฟ้ามืดเร็วมาก ลมหนาวพัดมาหน้าชา หนาวใจจริงๆ สองชั่วโมง ที่ได้นั่งลำดับความคิดในสมอง คิดถึงเรื่องงานกลับไปงานรอบาน พรุ่งนี้แล้วซิ ต้องกลับไปเผชิญโลกแห่งความจริงต่อ คืนนี้สุดท้ายแล้วสิที่จะได้ใช้ชีวิตอิสระเสรีจริงๆ

สองทุ่มตรง แสงสีเสียงเริ่มแล้ว

แต่ใจเรากลับมาถึงเมืองไทยตั้งแต่ตอนทุ่มหนึ่ง.........

15 มกราคม 2552

กินโจ๊ก/ Temple street / Shanghai street /Mong kok/Wong Tai Sin Temple /Nan Lian Garden /Chi Lin Nunnery/ City Gate / Chek Lap Gok airport /สุวรรณภูมิ

วันสุดท้าย ที่ฮ่องกง ยังมีเรื่องที่ต้องสะสางคือ โจ๊ก หึหึมาสามวันแล้วไม่ได้ลองกินโจ๊กฮ่องกงซักที เดี๋ยวกลับไปใครๆเค้าจะว่ามาไม่ถึงฮ่องกง จัดการเก็บเสื้อผ้ายัดใส่เป้ เตรียมให้เรียบร้อยวางแผนว่าจะเดินเที่ยวก่อนแล้วค่อยกลับมาเอาเป้ตอนเที่ยง ไม่งั้นแบกกันขาลา่กแน่

เอาหละ ร้านโจ๊กๆ แถวจิมซาจุ่ย หาดูเอาในแผนที่นี่แหละ เอาไกล้ๆ ที่พักเลย สุดท้ายได้มากินที่ร้าน Happy noodle& congee สั่งโจ๊กเนื้อกะ century egg ก็ไข่เยี่ยวม้านะแหละ แต่ที่นี่เค้าเรียกไข่ศตวรรษซะงั้น โจ๊กก็คือโจ๊กรสชาติก็เป็นโจ๊ก แต่เนื้อเค้านุ่มลิ้นมาก ต้องอร่อยสิ ตั้ง 40 เหรียญ

อิ่มแล้วก็มาต่อที่ร้านขนมหวานขึ้นชื่อ หนังสือเค้าว่างั้น sweet dynasty สั่งเต้าหู้ผลไม้มาลองชิม อืมอร่อย ตอนเสริฟมา อายโต๊ะข้างๆอะ

ถ้วยมันนิดเดียวแต่ใส่มาในถ้วยใหญ่อีกที แล้วก็มีน้ำแข็งแห้งใส่ให้มันมีควันลอยปุดๆๆ โอ หน้าตาสาระรูปอย่างกรูไม่น่าสั่งเมนูแบบนี้ มากินเล้ย เห้อๆๆ



สบายใจแล้วกินโจ๊กฮ่องกง บอกใครแบบไม่อายแล้วว่ามาฮ่องกง ได้กินโจ๊กฮ่องกง ตอนนั่งทานโจ๊กก็วางแผนจะเก็บตกที่เที่ยวแถว Jordan/ Yau Ma Tei / Mong Kok จริงๆแล้วก็เคยเดินไล่มาตามถนนนาธานตอนมาถึงวันที่สอง ที่กลับจากวัด Polin แต่วันนี้จะลองเดินถนนที่คู่ขนานกัน น่าจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ตามข้อมูลบอกว่าจะผ่านตลาดสด ผ่านตลาดที่พอซื้อของได้ พอไกล้เที่ยงก็ค่อยกลับมาเอากระเป๋า check out



เอาหละ ขาสองข้างทำหน้าที่อีกแล้ว คราวนี้ไล่เดินไปเรื่อยๆตามถนน Shang hai ผ่าน ตลาดสด ชาวฮ่องกงมาซื้อกับข้าวกันที่นี่เยอะ มีของสดๆ ใหม่ๆ คล้ายตลาดบ้านเรา







ยิ่งเดินเริ่มรู้สึกว่าเหมือนเดินตลดสดบ้านเราเข้าทุกที ไม่เหมือนตรงที่เค้าส่งภาษาจีนกันโช้งเช้ง เอะอะไปหมด ลองดูราคาของสดที่นี่ก็ไม่ได้แพงมากมาย แต่ของแต่ละอย่าง ดูมีคุณภาพจริงๆโดยเฉพาะผักสดๆ ยิ่งผักคะน้า แต่ละใบอวบอ้วนน่าผัดน้ำมันหอย แต่เค้าว่ากันว่าผักเมืองจีนผักงามเพราะราด....

เหอๆ



อาหารทะเล ลองดูราคาก็ไม่แพงมาก อาจเป็นเพราะฮ่องกงเป็นเกาะ อาหารทะเลเลยหาง่าย ก็เป็นได้ กุ้งสด ปลาหมึกยังสดๆ อยู่เลย

บ้าไปแล้วกรู มาฮ่องกงมาดูตลาดสด เหอๆ เนื่องจากเป็นคนที่ชอบซื้อกับข้าวตามตลาดสด เลยอดไม่ได้ที่เอามาเปรียบเทียบกันกะบ้านเรา

รีบเดินต่อดีกว่า



เสน่ห์ของฮ่องกง น่าจะอยู่ที่การผสมผสานกันของสังคมเก่า และสังคมใหม่ๆ ที่อยู่ด้วยกันได้อย่างแนบเนียน ถนนนาธานเต็มไปด้วยร้านค้าหลากแบรนด์ ดังๆ แต่เพียงแค่เดินลัดเลาะเข้าไปอีกซอกตึกก็จะเจอกับตึกเก่าๆ ตลาดสด ที่ยังมีคนมาจับจ่ายตลาด ท่ามกลางตึกสูงๆใหญ่ๆ ยังมีอาคารเก่าๆที่ยังคงยืนตระหง่านเทียบชั้นกะตึกรุ่นใหม่ๆ ท่ามกลางฝูงชนเป็นพันของหนุ่มสาววัยทำงาน แต่งแต้มด้วยแฟชั่นทันสมัย ยังมีซิ้มรับจ้างปะชุนผ้าอยู่ระหว่างซอกตึก ในความเร่งรีบของสังคมเมืองยังมี มุมสงบที่เป็นที่นั่งพักของผู้สูงวัยที่ผ่านชีวิตมานานแสนนาน



เดินชมตลาดจนหนำใจ เดินลัดเลาะออกถนนนาธานอีกครั้ง ถนนนี้ถ้าเปรียบในสิงคโปร์ น่าเทียบได้กับถนนออชาร์ท บ้านเราน่าเป็นสีลม

แล้วก็เจอสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเจอในฮ่องกง คนฮ่องกงขึ้นชื่อว่าขับรถเคารพกฎกันอย่างเคร่งครัด แต่ตอนนี้เจอ แฮะ อุบัติเหตุบนถนนนาธานเลย รถส่วนตัววิ่งข้าไปป๊ะกะรถเมล์ คิดดูว่าถนนที่พลุกพล่านขนาดนั้นจะติดหนุบหนับขนาดใหน

แต่ใช่ว่าจะมีแต่ไทยมุงนะ ฮ่องกงมุงก็ไม่แพ้คนไทยอย่างเรา เหอๆ จะเที่ยงแล้วรีบกลับไป Check out ก่อนเดี๋ยวโดนปรับอีกคืน รีบมุดลงดินไปโผล่ที่สถานีจิมซาจุ่ย มุดออกรูข้างๆตึกที่พักเลย เอาเป้ออกมาหมดแล้วคืน key card เอาเงินมัดจำคืน 100 เหรียญ เหลือเวลาอีกครึ่งวัน เพราะว่าเที่ยวบินขากลับออกตอน 20.30 น พอมีเวลาไปวัด หวังต้าเซียนดีกว่า วิธีที่สุะดวกสุดก็ MTR กะบัตรปลาหมึก ซัดยาวไปโผล่หน้าวัดเลย คนเยอะแยะไปหมด คิดว่าทัวร์คนไทยมักไม่พลาด วัดแห่งนี้ มีที่จอดรถบัสคันใหญ่ๆ กลิ่นธูปคลุ้งไปหมด เดินเล่นไหว้พระพอเป็นพิธี แล้วก็ถ่ายรูปว่าเรามาถึงแล้ว





วันนี้แดดแรงมาก อากาศไม่หนาวเหมือนวันแรกๆที่มาถึง เหงื่อซึมพอให้หลังเปียก เดินที่วัดอยู่รอบหนึ่งก็ไปต่อ

วัด Chi Lin กะ สวน Nan Lian เป็นโปรแกรมต่อไป ช่วงห่างจากวัดหวังต้าเซียนแค่ 1 ป้ายสถานี ต้องไปที่สถานี Diamond Hill ออกจากสถานีก็เดินตามป้ายไปเรื่อยๆ ก็ถึง Nan Lian Garden

การจัดสวนทำได้ดี สงบ ร่มรื่น มีเสียงเพลง ที่เปิดคลอตามทางเดิน ได้บรรยากาศเหมือนอยู่ในวัง รู้สึกเสียดายที่มีเวลาน้อยไปสำหรับสวน แห่งนี้ โอกาสหน้าจะใช้เวลาสักครึ่งวันมานั่งที่สวน แห่งนี

เดินเหงาๆอยู่พักนึง เจอหนุ่มต่างแดนมาเดินอยู่คนเดียวเหมือนกัน กำลังถ่ายรูป ตัวเองอยู่เก้ๆกังๆ เลยถือโอกาสไปทำความรู้จัก ผลัดกันถ่ายรูปให้กันและกัน วันสุดท้ายที่ฮ่องกงเลยได้เพือ่นต่างแดนชาวเกาหลี เพิ่มมาอีกคน





มิตรภาพเกิดขึ้นได้ทุกที่จริงๆ ไม่จำกัดเชื้อชาติ ไม่จำกัดอายุ ต่างนัดแนะกันว่าถ้าใครได้ไปเที่ยวบ้านใครก่อน อีกคนจะต้องพาเที่ยว ท่าทางเราคงได้พามันเที่ยวกรุงเทพก่อนเป็นแน่

เพราะไอ้ปัญญาจะไปเที่ยวเกาหลีเนี่ย อีกสักพักใหญ่ๆเหอๆๆ

ภาษาอังกฤษของเรากะเค้า พอๆกัน พอยิ่งคุยยิ่งมันเพราะต่างคนต่าง งง เป็นประสบการณ์ที่ดีจริงๆ เค้าว่างั้นนะ

บอกเสียดาย ถ้าเจอกันก่อนได้เที่ยวด้วยกัน อืมอย่าเลยเพือ่น ไอ้เราพวกถึกเดินกันกิโลๆนายคงไม่อยากสนุกมาเดินกะเราเป็นแน่ๆ เอาไว้มาเมืองไทยจะพาเที่ยวแล้วกัน

สุดท้ายโปรแกรมฮ่องกงของเราก็จบลงที่ สำนักชี Chi Lin ซึ่งอยู่ไกล้ๆกับสวน Nan Lian นั่นเอง

ออกจากวัด Chi Lin ก็มุ่งหน้าไป Chung Tung เป็นสถานีรถไฟฟ้าที่ไกล้สนามบินมากที่สุด ก็เป็นที่ตั้งของห้าง City Gate นะแหละ ได้เดินดูของอีกรอบ

แล้วก็นั่งรถเมล์สาย S1 ขึ้นตรงข้างๆห้าง ไปสนามบิน Chek Lap Kok

แอร์เอเชีย ลำใหม่เอี่ยมก็พาเรากลับถึงบ้านด้วยความปลอดภัย ทิ้งความรู้สึกเหงาๆ ไว้ที่.......ฮ่องกง