คิดไว้นานแล้วว่าต้องไปสักครั้งแต่ไม่คิดเลยว่าครั้งแรกในฮ่องกง ต้องมาเดินคนเดียว หนังสือเที่ยวฮ่องกงกี่เล่มต่อกี่เล่มที่พิมพ์ออกมาขายที่ SE-ED มีครบทุกเล่ม หามาอ่านจนมีความรู้สึกว่าไปฮ่องกงมาแล้วหลายๆครั้ง ขาดเพียงแต่รูปถ่ายเท่านั้นเองที่ยังย้ำเตือนให้คิดอยู่เสมอว่า ยังไม่ได้ไปจริงๆนะ
ในที่สุดการวางแผนที่ยาวนานก็ไกล้ความจริง ต้นสิงหาคม 2551 air asia สายการบินที่เค้าว่าใครๆก็บินได้ เปิดเส้นทางบิน กรุงเทพ-ฮ่องกง พร้อมโปรโมชั่นค่าโดยสาร 0 บาท เมื่อรวมๆค่าภาษีนู่นนี่ ก็ 38xx เสร็จเราหละ กดจองโดยไม่ได้คิดอะไรเลย งานก็ยังไม่ได้ลา นอนที่ใหนก็ยังไม่รู้ จองปั๊บ 12-15 มกราคม 2552 ปีหน้านู่น เหอๆๆ แล้วค่าใช้จ่าย ไปฮ่องกงก้อนแรกก็เริ่มขึ้น 3,895 บาท หวังไว้ลึกๆว่าต้องมีสักคนที่ไปกะเราหละวะ อีกตั้งนานนนน
ที่พัก ค่อยว่ากันเดือนแล้วเดือนเล่า วันแล้ววันเล่า ชวนใครๆไปไม่มีใครไปกะเราเลยเหรอเนี่ย ต้นธันวาคม จองห้องพักไว้ก่อนดีกว่า เอาชัวร์ www.hostelworld.com เป็นตัวเลือกที่จะหาที่นอนถูกๆที่ฮ่องกง และ Tsim Sha Tsui ก็น่าสนใจที่สุด ที่ไปนอน ด้วยความหวังที่ว่าต้องมีสักคนสิจะไปกับเรา เลยจองห้องแบบ twin ราคา 1,400 บาทแทนที่จะเป็น single ราคา 1,200 บาท เอาหน่าอีกเดือนหนึ่ง ต้องมีใครไปด้วยสักคน(สิวะ) แล้วรายจ่ายก้อนที่สองก็เกิดขึ้น เป็นค่าที่พักย่าน Tsim Sha Tsui 3 คืน ราคา 4,200 บาท หึหึ แปดพันบาทแล้ว ค่าเดินทางและที่พัก
สิ้นเทศกาลปีใหม่ ใกล้แล้วสิ อาทิตย์เดียวเอง จะไปฮ่องกงแล้ว จนถึงวันนี้ ยังไม่มีใครไปกะเราเลย เหอๆเอาวะ ไปคนเดียวก็ได้วุ้ย เอ้าไปหนาวๆ อารมณ์เปลี่ยวคนเดียว ที่ฮ่องกง กันครับ
12 มกราคม 2552
กรุงเทพ/สุวรรณภูมิ/เชคแลปก๊อก/ฮ่องกง
บ่ายโมง รีบวิ่งออกจากออฟฟิศ ไปขึ้นแทกซี่ ต้องรีบแล้ว FD 3693 ของแอร์เอเชีย เวลา 16.30 น.ยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าเลย 25 นาที บนแท๊กซี่กับการจัดเตรียมเอกสาร เปลี่ยนชุดทำงาน กินขนม เตรียมของจุ๊กจิ๊ก เสร็จพอดีก็ตอนแท๊กซี่จอด ที่ฝั่งผู้โดยสารขาออก สุวรรณภูมิ มันช่างทุลักทุเลซะจริงๆ เฮ้อ
พี่แท๊กซี่แกก็ยิ้มๆ ชวนคุยตลอดทาง อืม คุยไว้ๆ อีกสามสี่วันข้างหน้า ไม่ได้ใช้ภาษาไทยกะใครอีกหลายวัน
ถึงสนามบินรีบ check in เลย เพราะ Gate ของ แอเชียร์ไกลโคตร ไม่ประมาทตังก็ยังไม่ได้แลก เมื่อได้ปลดเป้ที่อัดไปด้วยเสื้อผ้า ฝากแอร์เอเชียไปฮ่องกงแล้วและต้องจ่ายค่าฝาก หรือเค้าเรียกค่าโหลด 50 บาท รวมในตั๋วไปแล้ว ก็รีบไปแลกเงิน หึหึเบี้ยน้อยหอยน้อย ไปคราวนี้จะจ่ายไม่เกิน 3,260 เหรียญ เอาแบงค์พันบาทแลกไป 15 ใบทอนเหรียญบาทมา สี่อัน
น่าจะพอ ไม่พอค่อยไปกดเอาที่นู่นแล้วกัน รีบวิ่งไปที่ ตม คนตะรึม ไปใหนกันนักวะเนี่ย gate ก็ไกลโคตรสุดท้ายแล้ว ก็ถึงซะทีได้รอขึ้นเครื่องเมื่อเวลา 16.00 น เป๊ะๆๆ นั่ง 10 นาทีก็เรียกขึ้นเครื่อง เฮ้อ ได้ไปซะที ฮ่องกง
airbus 320 ลำใหม่ของแอร์เอเชีย กะผู้โดยสาร ประมาณ 70% สบายๆ หาไรกินรองท้องก่อนดีกว่าเพราะตั้งแต่เที่ยงยังไม่ได้กินไรเลย ท้องเต็ม พลังจะมา เลยฝากท้องกะอาหารบนเครื่องนะแหละ แถมรูปถ่ายกะแอร์สาวจีน 1 รูป
สำหรับแอร์เอเชีย ถ้าใครไม่ซีเรียสต้องมี จอทีวีส่วนตัว สะสมไมล์ หรือความสะดวกมากมาย ผมว่า 2 ชั่วโมงกว่าๆ กะการนอนแว๊บหนึ่ง นั่งกินข้าวแป๊บนึง เดินไปเม้ากะแอร์พักหนึ่ง อ่านข้อมูลฮ่องกงอีกครู่หนึ่ง สองชั่วโมงกว่าจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว แลกกับค่าตั๋วไม่แพงมากมาย เอาตังไปใช้ที่นู่น แอร์เอเชียก็เป็นทางเลือกที่น่าเลือกสำหรับพวก budget จำกัดแบบผมครับ
สองชัวโมง15 นาทีกัปตันเหยียบมิด ก็พาผมถึงสนามบินเช็คแลปก๊อกที่ขึ้นว่า เป็นสนามบินที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง เอาหละได้เวลา ใช้ชีวิตคนเดียว ที่ฮ่องกงแบบเต็มๆซะทีหลังจากได้พูดภาษาไทยครั้งสุดท้ายบนเครื่องกะน้องแอร์คนสวยไปแล้ว
ฮ่องกง คนไทยไม่ต้องใช้วีซ่า ใช้ passport ที่ก่อนหมดอายุ 6 เดือน เราก็ไปนอนเล่นได้ที่ฮ่องกง 30 วันครับ ลงจากเครื่อง ก็เดิอนตามๆๆเค้าไปแหละครับไปใหนไปด้วย จนถึง ตม. ที่เค้าว่ากันว่าใครๆก้เข้าได้ ไม่ยากเย็นนัก หึหึ ยืนรอคนแล้วคนเล่าผ่านออกไปๆ ในที่สุดการขออนุญาตเข้าฮ่องกงอย่างเป็นทางการก็เรืิ่มขึ้น ตามองตา ตาจ้องกัน แล้วมันก็มอง passport แล้วก็มองหน้า กวนตีนและ เอาไงกะกู
"มาทำไรที่นี่" น่าน เอาแล้วไง โห ทีคนอื่นไม่ถาม จริงๆอยากบอกมันไปว่า กรูขนเิงินใช้จ่ายในประเทศเมิง แมร่งง "มาเที่ยว" ตบไปแบบหน้าซีเรียส มันถามต่อ "มากี่วัน" " 3 วัน " "กลับวันใหน" แมร่งมึงคำนวณไม่เป็นหรือไงวะมาถามกรูอีก "วันพฤหัส" "พักที่ใหน""USA Hostel Mirador mansion Tsim sa tsui "เอากะกรูซีกรูท่องมาแล้วว่าพักใหน เหอๆๆ พี่ครับจะเอาไงก็ผมครับ สายตาวิงวอนแล้ว นี่กรูนักท่องเที่ยวไทยคนแรกเหรอเนี่ยที่ ตม.มันจะไม่ให้เข้า "ขอดูตั๋วกลับหน่อย" สาดดด อย่างเซ็ง นี่หน้าตากรูเข้าข่ายผิดกฎหมายฮ่องกงเหรอเนี่ย ไมมันเรื่องมากกะกรูจัง หรือว่าหน้าตาไม่น่าใช้ passport ไทย
สุดท้ายเอา e ticket ของแอร์เอเชียที่บังเอิญฉุกใจ print ไป โชว์ให้ท่านดู ว่ากรูกลับแน่ๆ กรูมีการงานที่ต้องไปทำที่เมืองไทยไม่ได้มาวางระเบิดที่นี่เว้ยยยยย
"thank you" จบ เออไม่ไร ตกลงไปได้แล้วนะ ครับพี่
เฮ้อ เวนจริง ไอ้พวกที่มาด้วยกันที่กรูจะหวังเดินตามหาหมดและ งม หาทางออกเองแล้วกันเว้ย แวะเอาแผนที่มา 1 แผ่นไว้งมหาทางในฮ่องกง ในที่สุด ก็หาทางออกจนได้เหอๆๆ ไปใหนต่อดี วางแผนไว้ว่าจะนั่งรถเมล์เข้าเมือง สาย A21 แล้วมันขึ้นตรงใหนวะเนี่ย แต่ก่อนอื่นไปซื้อบัตรปลาหมึกก่อน มันมีหลายแบบ จริงๆมันมีรถไฟฟ้าเข้าเมืองอะนะแต่ราคา เที่ยวเดียว 100 เหรียญ เอาไว้กินโจ๊กดีกว่า เลยซื้อแบบธรรมดา 150 เหรียญ มัดจำ 50 มูลค่าบัตร 100 เอาไว้ใช้ได้หมด น่าคุ้มกว่า มันก็ขายที่ตรงหน้าที่ออกมาจากรับกระเป๋านะแหละ นี่ถ้าต้องไปหาอีก ท่าทางคงไม่ได้นอนคืนนี้
จ่ายไป 150 ทีนี้ก็มองหา bus to city เหอๆๆไม่ยากๆ เจอแล้ว ไปรอรถเมล์ สาย A 21 กันดีกว่า
ไปขึ้นรถเมล์ไม่ยาก ทำเหมือนว่าเราจะไปนั่งรถไฟด่วนเข้าเมือง แต่พอจะถึงที่ขึ้นรถไฟก็แว๊บเลี้ยวขวาเดินลงทางลาด มาเรื่อย ก็จะเห็นป้ายรถเมล์ เพียบ มองหา A 21 แล้วไปยืนรอเลย ตลอดสาย 33 เหรียญวิ่งถนนนาธานทั้งสาย ใครพักม่องก๊อก จิมซาจุ่ย ใช้สายนี้ยาวเลย ได้นั่งแน่นอนเพราะต้นสาย แนะนำ ให้ขึ้นชั้นบนเลยหน้าสุด เอาไว้ดูวิวกะดูป้ายว่าถึงใหนแล้ว
เมื่อขึ้นรถได้ ไม่พลาดที่นั่งชั้นบน แถวหน้าสุด เพื่อว่าได้ดูชัดๆว่าถึงใหนแล้ว เป้ ใบใหญ่ก็วางไว้ข้างล่างนะแหละมันที่วางให้ ไม่ต้องแบกไปข้างบนเพราะทางขึ้นแคบมาก (หรือเราตัวใหญ่หว่า) รถเมล์สายนี้ตามข้อมูลจอด 6 ป้าย แต่ค่าโดยสารคิดเหมา 33 เหรียญ เพราะงั้นสายนี้ไม่ค่อยแน่น ยิ่งดึกๆแบบนี้ สบายมาก
ตอนนี้ก็ 21.00 น แล้ว อย่าลืม ปรับนาฬิกาหละครับ ที่นี่เร็วกว่าบ้านเรา 1 ชม รถเมล์จะใช้เวลาประมาณ 45 นาทีถึงจิมซาจุ่ย ไกล้เคียงกะที่ได้นัดที่พักว่าจะไปเช็คดิน สี่ทุ่ม
ทีนี้ปัญหาคือกรูจะลงที่ใหน เหอๆ คิดไว้ว่าทางเลือกสุดท้ายถ้าหลงคือจะนั่งจนสุดแล้วเรียกแท๊กซี่เอา แต่พอเข้าถนนนาธานได้แล้ว นั่งดูแผนที่ประกอบเลยว่าถึงใหนแล้ว สรุปลงป้ายหน้า ที่พักพอดี โชคดีไปไม่ต้องจ่ายค่าแท๊กซี่
สี่ทุ่มเป๊ะ Mirador building อยู่ใหนหว่า ที่พักเราดมๆงมๆจนเจอ ขึ้นชั้น 13 เอา key card มัดจำ 100 นึงก็เข้าห้องพักได้ซะที เฮ้อ ถึงซะที เรามาถึงที่พักแล้วแอบดีใจเล็กๆยังไง คืนนี้มีที่นอนแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน
คืนละ 1,400 บาท กับที่ซุกหัวนอน สามคืนในฮ่องกง อีกเตียง ไม่มีใครนอนตลอด 3 วัน เหอๆ
13 มกราคม 2552
ห้าง City gate / Ngong Ping 360 / วัด Po lin / ถนน Nathan / Peak Tram / The Peak
ตื่นแต่เช้า นอนสบายทั้งคืน สะสมพลังงานไว้สำหรับการเดินเที่ยววันนี้ วันนี้ตั้งใจไปที่ไกลๆซะก่อน เพราะว่าเพิ่งมาถึงแรงกะลังดี ไปไหว้พระที่วัด Po lin กันก่อน เพื่อเป็นศิริมงคล อากาศวันนี้เช็คดูประมาณ 13-15 องศา หนาวพอดู ตอนกลางวัน จัดแจงเตรียมกรอกน้ำใส่ขวดที่เตรียมมา ห้องพักเค้ามีให้ ประหยัดค่าน้ำดื่ม จัดแจงเตรียมแผนที่ใส่เป้ อย่าลืมพกพาสปอร์ตด้วย เอ้าไปตะลุยฮ่องกงกันได้แล้ว
ออกจากตึกที่พักก็มุดลงรูรถใต้ดินข้างๆตึกนะแหละ ลงไปที่สถานีจิมซาจุ่ย จัดแจงแปะบัตรหรรษา ใช้ รถไฟสายสีแดง ไปต่อสายสีส้ม ที่สถานี lai king สุดสายสีส้มที่ tung chung ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ก็เดินโผล่ออกมาที่สถานี Tung chung อืม หาซื้อซิมก่อนดีกว่า เอาไว้โทรกลับเมืองไทย ทำใจไม่ได้ถ้าไม่ได้คุยกะใครเลย สามสี่วัน เหอๆๆ เดินไปที่ 7-11 ซื้อซิมของ CSL ราคา 88 เหรียญ เห็นว่าโทรกลับเมืองไทยนาทีละ 0.18 เหรียญ ไม่แพงๆ จริงๆแล้ว เบอร์จากเมืองไทยก็ roaming ไป แต่คงกลับมาจ่ายบานเพราะว่าโทรอกกนาทีละ 50 กว่าบาท รับนาทีละ 40 กว่าบาท ไม่ไหวแน่ๆ
ออกจากสถานี Tung chung ก็ป๊ะกะห้าง City gate เป็น outlet ของฮ่องกงอย่ากระนั้นเลย มีน้องแนะนำมาว่าลองเดินดู ยังเช้านักเลยหลวมตัวได้เป้มาใบหนึ่ง จริงๆราคาก็ไม่ได้ถูกมากมายอะไร ทำไมเค้าชอบมาซื้อกันที่ฮ่องกงจัง หรือว่าจะยังมีที่ที่มันถูกมากมากกว่านี้หว่า ไม่ไรไอ้เราไม่ใช่ขาช้อป ซะด้วย ได้เป้ใหม่แล้ว
ไปไหว้พระดีกว่า เดินไปสถานีกระเช้าไฟฟ้า Ngong ping 360 เพือ่ไปวัด Po lin เค้าว่ากันว่าที่เรียก 360 เนี่ยเพราะมันมีกระจกเปิดรอบด้านมองวิวได้รอบทิศ อืมก็จริงของเค้า มันเป็นกระจกรอบเห็นวิวรอบทิศจริงๆ ราคาตั๋วมีหลายแบบ มีทั้งแพคเกจรวมดูนู่นนี่ กินอาหารเจ พ่วงด้วย แต่ก็มุขเดิม เราซื้อราคาถูกสุดเที่ยวเดียว 60 เหรียญ ถ้าไปกลับเค้าลดให้เหลือ 100 เหรียญ ขากลับตั้งใจว่าจะกลับรถเมล์ ดูวิวลงมาดีกว่า
ตอนเช้าๆคนยังไม่เยอะสบายมาก
กระเช้านี้ไม่เหมาะกะคนที่กลัวความสูงอย่างแรง เพราะว่ามันสูงและเสียวมากๆ มองวิวเพลินๆก็คิดบ้าๆขึ้นมานี่ถ้าเกิดแผ่นดินไหว หรือพายุแรงๆ หึหึ จะเกิดไรขึ้นเนี่ย แต่ยังไงๆกระเช้าที่ขึ้นไปมีเพือ่นด้วยสองคน ฝรั่งทั้งคู่ ต่างคนต่างมา ไม่พูดไม่จากัน สักพักก็ขอให้ให้ถ่ายรูปให้กันและกัน แล้วก็เงียบกันต่อ ต่างคนต่างเหม่อมองดูวิว ไอ้เราก็มาคนเดียวตอนนี้มันน่ามีใครมานั่งกอดกันซะจริงๆ เฮ้อ หนาวๆแบบนี้ บรรยากาศแบบนี้
เฮ้อ......เซง
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ไอ้กระเช้าก็พาเราข้ามเขาไปสองสามลูก มองเห็นองค์พระอยู่ไกลๆ ต้องเดินอีกนิดหน่อยเพื่อไปที่วัด เช้าๆแบบนี้ผู้คนยังบางตาเดินสบายๆ ลมเย็นๆพัดมาปะทะหน้า ชาเป็นพักๆ ยอดเขาแบบนี้ลมแรงไม่ธรรมดาเหมือนกัน เดินออกจากสถานีกระเช้าไฟฟ้าก็ผ่านหมู่บ้าน Ngong ping เค้าทำไว้สวยงามทีเดียว มีร้านขายของ มีร้านขายข้าว มีที่จัดแสดง หุหุ ไม่ได้กินตังกรูหละ
500 เมตรเห็นจะได้ ก็ถึงทางขึ้นองค์พระ เห็นบันไดแล้ว เมื่อยขึ้นมาทันทีเหอๆ เอาน่ามาถึงแล้วต้องขึ้นไปดูวิวข้างบนซะหน่อย ที่ดอยสุเทพยังเดินขึ้นได้เลย แค่นี้สบายมากหวะ เอาเข้าจริงหอบแฮกเหมือนกัน แต่เป็นเพราะมีกลุ่มสาวๆไปเที่ยวกัน 4-5 คนเดินไปพร้อมๆกัน อาหารหอบแฮกๆจึงต้องเก็บเอาไว้ในใจ ค่อยๆแอบหอบ เหอๆๆ
เดินวนรอบ องค์พระ สามรอบ อย่าลืมเวียนขวาหละ มองเห็นวิวรอบๆไปไกลๆ สวยดี ขึ้นมาถึงแป๊บนึงก็หายเหนื่อยแล้วอาจเป็นเพราะอากาศเย็นๆ แต่ก็คอแห้งเหมือนกัน หยอดตู้โค้กมาป๋องหนึ่ง 6 เหรียญ เป็นโค้กที่อร่อยที่สุดในรอบปี 55 ราคาเกือบ 30 บาท
ถ่ายรูปจนหนำใจ ได้เวลาไปที่อื่นบ้างแล้ว ตั้งใจว่าเดินมาจะหารถเมล์ลงจากเขา เพราะว่าซื้อตั๋วกระเช้ามาขาเดียว แต่แล้วสายตาก็ไปเจอกะสาวญี่ปุ่นครับ มาคนเดียว เพราะว่าเธอก็ใช้ tripod ถ่ายรูปเหมือนกะเราเลย หุหุ สร้างสัมพันธ์ดีกว่า มุกควายมากคือ ถ่ายรูปให้มั้ยครับ มาคนเดียวเหรอครับ 55 เสร็จเรา แม้หุ่นน้องสาวชาวยุ่นปี่ ไม่ได้เร้าใจเหมือน aoi ในปิดเทอมใหญ่แต่เธอก็น่ารักพอสมควร ชวนคุยเธอมาเที่ยวกะเพือ่นๆ เพือ่นๆช้อปอยู่ที่ City gate นู่น เธอมาไหว้พระคนเดียว อารมณ์งกหายไปทันที กรูไม่กลับแล้วรถเมล์ กลับกระเช้ากะสาวญี่ปุ่นดีกว่าอย่างน้อย 30 นาทีบนกระเช้าคงสร้างความสัมพันธ์ได้บ้างหละวะ
แล้วก็เดินไปกระเช้ากะสาวเจ้า เอาหละเหวยงานนี้อาจมีเพือ่นเที่ยวฮ่องกง สิเรา พอถึงสถานีไอ้ที่เราไม่ได้ซื้อไปกลับเลยต้องไปเข้าคิวรอซื้อตั๋ว แต่เธอซื้อไปกลับเลยเดินไปขึ้นกระเช้าเลย เฮ้ยยยย รอด้วยสิ อย่าเพิ่งไปกรูอุตส่าจำยอมมาซื้อตั๋วกระเช้าแล้วนะ รอก่อนนนน ไอ้เจ๊กคนซื้อตั๋วก่อนเราก็พฃุดไรไม่รู้เรื่องโล้งเล้งกะพนักงานงาน เวนกรรม กว่าจะได้ซื้อตั๋ว แล้วรีบวิ่งตามสาวเจ้าไป
คุณพระ! พนักงานจัดคนเข้ากระเช้าคนละกระเช้า เพราะว่าไม่ค่อยมีคนมากนัก แล้วเธอคนนั้นก็ได้ขึ้นกระเช้านำไปก่อนแล้ว เวนแท้ๆๆๆๆๆ อุตส่าเสียตังค่ากระเช้า เฮ้อ 60 เหรียญไปกลับ 120 นี่ถ้าซื้อไปกลับแต่แรกจ่าย 100 เดียว ขาดทุนไป 20 เหรียญ เพราะความหน้าหม้อ สมน้ำหน้า เมิงงงงงง
ปลอบใจตัวเองยังไงกรูก้ได้นั่งกระเช้าเดียวหละวะ ปกติเค้ามีบริการเหมากระเช้านะรู้สึกราคา 2400 เหรียญคือนั่งคนเดียวเลย ไม่มีใครปน เหอๆ คิดเชิงบวกจ่ายแค่ 60 เหรียญได้นั่งกระเช้าคนเดียว ฮือๆๆ เพราะน้องสาวชาวอาทิตย์อุทัย ทำหนุ่มชาวไทยปวดหัวใจแต่หัววัน ปลอบใจตัวเองอีกเรื่องให้สบายใจ ดีวะกรูได้เดินดูของที่ City gate อีกรอบไม่เสียเวลา 55
เที่ยงกว่าแล้วไปใหนต่อดี วันนี้ไม่ได้เตรียมการณ์มาเลย ไปที่แปลกๆดีกว่า เห็นในหนังสือท่องเที่ยวฮ่องกงบอกว่ามี wetland แต่ไม่ใช่สวนสนุกนะ เป็นแหล่งธรรมชาติที่ทางรัฐบาลอนุรักษ์ไว้สำหรับพวกสัตว์ต่างๆ มีทางเดินชมระบบนิเวศด้วย เหอๆมาถึงฮ่องกงกูมาดูนกเหรอนี่ เอาหละหว่า มาคนเดียวนี่ไม่ต้องถามใคร ไปก็ไปวะ นั่งรถไฟสายสีส้มกลับมาลงที่ Lai King และต่อไป Mei Foo เพื่อจะต่อสายสีเขียวไป Tin shui Wai
ถามพนักงาน MTR มันบอกว่าใช้เวลาประมาณ 50 นาทีกว่าจะไปถึงแล้วนี่บ่ายกว่าแล้วไปกลับอีก ที่สำคัญวันนี้มีแผนจะขึ้น The Peak ด้วย ไม่ไปดีกว่ากลับไปเตรียมตัวขึ้น The Peak ดีกว่า
ท้องเริ่มร้องแล้ว น้ำที่เตรียมมาจากที่พัก ไม่ช่วยได้ มาถึงฮ่องกงทั้งทีต้องหาไรกินให้มันคุ้มค่าหน่อย
หึหึตรงดิ่งไปที่ 7-11 ได้ข้าวแกงไก่มากล่องหนึ่ง 19 เหรียญเหอๆๆ รอดตายแล้วกรู
รสชาติพอแหลกได้ จืดๆเลี่ยนๆมันๆ เอาน่าอย่าคิดมากเรากินง่ายอยู่ง่ายอยู่แล้ว มาเที่ยวๆๆ นั่งโซ่โล่ที่ป้ายรถเมล์นี่แหละ ไม่รู้จักใครไม่อายใครวุ้ย
แล้วก็ตัดสินใจขึ้นรถไฟกลับมาที่ Mong kok พอมีเวลาเหลือเดินเล่นถนน นาธานดีกว่า จาก Mong Kok ถึง Tsim cha Tsui พอได้เดินเล่น แต่ก็ไกลพอสมควรเลย วัดระยะทางจาก google earth ประมาณ 3 กม
ใช้เวลาประมาณสักชั่วโมงกับการเดินบนถนนนาธานได้บรรยากาศไปอีกแบบ เหมือนเดินเยาวราชตอนหน้าหนาว
แวะไปที่ห้องพัก เตรียมตัวไป The Peak โดยการนั่งรถ Peak Tram อืมไปไงหละทีนี้ ต้องไปเริ่มต้นแถวๆ Central แล้วก็ดูแผนที่เดินไปสถานี Peak Tram เอา
พอโผล่ขึ้นสถานี Central โห ตึกใหญ่โตเต็มไปหมด
เฮ้อแล้วก็เหยียบฮ่องกงจริงๆซะที ที่ผ่านมาก็อยู่ฝั่งเกาลูน อย่าเพิ่งหลงถ่ายรูปตึกระฟ้า เย็นแล้วรีบไปก่อนดีกว่าอยากได้บรรยากาศทั้งไม่มืดและมืดแล้วบน The Peak งมหาทางไปสถานี Peak tram ดีกว่า งงเหมือนกันกับแผนที่ เพราะถนนมันตัดมั่วไปหมด อาศัยถามๆเอา
และแล้วก็ถึง สถานี Peak Tram จนได้ และก็ซื้อตั๋วแบบขาเดียว(อีกแล้ว) ราคา 22 เหรียญ ขากลับไม่ว่ายังไงกรูจะลงมากะรถเมล์สาย 15 ให้ได้ เพราะจะได้นั่งดูวิวด้วย เค้าว่าโชเฟอร์ขับลงเขาอย่างเสียว ซื้อตั๋วเสร็จ รอไม่นานก็ขึ้น Peak Tram ซึ่งรถไฟสายสั้นๆนี้ให้ปริการคนฮ่องกงมาเป็นร้อยปีแล้ว แต่ก็พัฒนามาเรื่อยๆจากสมัยแรกใช้ไอน้ำตอนนี้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์มาควบคุม ปลอดภัย 100% คือถ้ามันจะเกิดอะไรอย่ามาเกิดเที่ยวนี้แล้วกัน 555
ไม่ถึง 10 นาทีกะรถรางขึ้นเขา จริงๆแล้วมันน่าเรียกลิฟท์มากกว่า เพราะว่ามันชันเกือบ 90 องศาซะขนาดนั้น วิ่งเร็วซะด้วย รถวิ่งผ่านย่ายที่อยู่อาศัยคนมีกะตังชาวฮ่องกง ลูกสาวนายทักษินก็มาซื้อไว้แถวๆนี้แหละ ถ้าเลือกที่นั่งได้ทันให้นั่งด้านขวา เพราะจะได้เห็นวิวตึก สวยๆมากกว่าครับ
มาถึง Peak tower มีที่ดูดตังหลายๆที่พวกพิพิธพันธ์ต่างๆที่รอดูดตังนักท่องเที่ยว แต่ ไม่ใช่เงินกรูหละ เดินดุ่มๆขึ้นบันไดเลื่อนเป็นสิบๆอัน ฮ่องกงนี่มันน่ามาทำธุรกิจบันไดเลื่อนจริงๆที่ใหนๆๆก็เจอบันไดเลื่อน อาจเป็นเพราะความเร่งรีบก็เป็นได้ สุดท้ายสุกบันไดเลื่อน อ้าวห้ามขึ้น ไปบนสุดเหรอ อ้าว แล้วไง ให้ดูแถวนี้เหรอ มันจะสวยเหรอ แล้วถ้าจะขึ้นไปข้างบนหละ อ่อ 20 เหรียญ แหมมมมม ตัดใจจ่ายไปกะบัตรปลาหมึกนะแหละ เพื่ือวิวสวยๆๆวุ้ย จริงๆรู้มารู้ทีหลังว่าถ้าซื้อตั๋วรวมรถรางมาด้วยขึ้นชมบนยอดตึกด้วย ราคาแค่ 40 ลด 2 เหรียญ เฮ้อ เสียดาย
จัดแจงตั้งขาตั้งกล้องเพือ่เก็บภาพสวยๆ ของบรรยากาศเกาะฮ่องกง จากมุมวิวสูง ยิ่งมืดยิ่งเหงา ยิ่งหนาวยิ่งคิดถึง ถ่ายรูปดีกว่า
อยากรู้จริงๆว่าแต่ละเดือนๆเนี่ยฮ่องกงต้องจ่ายค่าไฟเท่าไหร่ ดูแต่ละตึกต่างติดไฟประดับกันสุดฤทธิ์ สุดเดช เปิดไฟแบบไม่เกรงใจค่าไฟกันเลยจริงๆ
ลมหนาวแรงขึ้นเรื่อยๆแล้ว นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยขึ้นมาเรื่อยๆแล้ว คนเริ่มเยอะ ลงไปหาไรกินแถวที่พักดีกว่า
รถรออยู่แต่มันยังไม่ถึงเวลาจะออกก็ยืนรอกันต่อ สักพักมันก็เปิดไฟวิ่งออกมารับที่ป้าย เอาหละได้เวลาหวาดเสียวกันแล้ว
ปัญหาอีกอย่างคือ แล้วจะลงตรงใหน ไม่ไรขึ้นไปก่อนค่อยว่า ยังไงรถมันก็วิ่งไปสุดทางแถว Central กะอาศัยดูตึกที่พอรู้จักแล้วก็หาทางมุดดินลงสถานีรถไฟไป Tsim sha tsui แถวที่พัก
พอผู้โดยสารขึ้นครบแค่นั้นแหละ พี่โชเฟอร์สวมวิญญาณพนักงานขับรถไฟเหาะตีลังกา อารมเหมือนๆกันเลย เพียงแค่มันไม่ตีลังกา เส้นทางวกวนไปมาลงเขา พี่ท่านไม่มีเบรค ซัดไปตรงๆ แล้วไอ้ถนนที่มันขึ้นมาบน Peak ก็ไม่ได้ใหญ่โตไรมากมาย โอ้ กรูคิดผิดมั้ยเนี่ย อาการเหมือนจะเมารถมันเริ่มขึ้นมาในทันทีทันใด จริงๆแล้ว นอกจากสาย 15 แล้วจะมีสาย 15 C วิ่งเส้นทางเดียวกัน แต่ชั้นบนมันตัดหลังคาออกไปซะ เพื่อให้บรรยากาศเหมือนนั่งรถไฟเหาะตีลังกาจริงๆ สาย 15 C เอาไว้ดูวิวโดยเฉพาะ ก็อยากนั่งนะแต่ตอนนั้นลมมันหนาวๆๆ มือเย็นไปหมดแล้ว เลยเลือกสาย 15 ที่มีหลังคาธรรมดาแทน อย่า่งน้อยเกิดมันตกเขา ศพกรูจะได้อยู่ในรถ ไม่กระจัดกระจาย เห้อๆๆ
แล้วพี่โชเฟอร์ก็พาลงมาอยู่แถวๆ central จนได้ แว๊บหนึ่งจำได้ว่ามันผ่านถนนที่เคยเดินไปขึ้น Peak tram ตอนเย็นนี่หว่า เสร็จกรู ลงตรงนี้แหละ จะเดินหารูลงรถไฟฟ้าเอาแถวๆนี้แล้วกัน แต่ครั้นพอเดินลงมาจริงๆ มันมืดแล้วแสงไฟสาดส่องทั่วไปหมด เกิดอาการหลงทิศ เอาไงดีวะ แผนที่หนะมีที่ตอนนี้อยู่ตรงใหนในแผนที่วะ เดินวนรอบตึกอยู่สองรอบไม่ไหวแล้ว ท่าทางคงได้นั่งแท๊กซี่แน่ๆ แล้วไอ้แท๊กซี่นี่ถ้านั่งลอดอุโมงค์ไปฝั่งเกาลูนเนี่ย ว่ากันว่าจ่ายตังเพิ่มด้วย เวนกรรม ท้องก็หิวแล้ว แล้วสติยังพอมี เออหวะเตรียมเข็มทิศมานี่หว่า เออเนอะควักเข็มทิศขึ้นมาดูทิศ เทียบกะแผนที่ อ้อ นี่กรูเดินวนที่ลงรูรถไฟฟ้าไปสามรอบแล้ว ตั้งสติเดินหาป้ายสถานีรถไฟฟ้า โอ้ มันแอบอยู่ตรงนั้นนี่เอง รอดแล้ว รอดพ้นค่าโดยสารแท๊กซี่ รีบเดินลงดินสถานี Central นั่งลอดอ่าวฮ่องกงมาโผล่ Tsim sha tsui เดินขึ้นมาก็สบายใจแล้ว แถวนี้ถิ่นเราแล้วไม่มีหลง
รอดตาย คราวนี้ชี้ผักในจาน แล้วยกมือ 1 นิ้ว คือจะสั่งเอาผักน้ำมันหอยมาด้วย เออ มันเข้าใจแฮะ มื้อนั้นค่าเสียหาย ข้าว 27 ผัก 13 รวม 40 เหรียญ สบายท้อง ให้ข้าวเยอะดี อิ่มมาก รอดตายไปอีกมื้อ เดินกลับที่พักดีกว่า
เมื่อยขาแล้วระหว่างทางผ่าน ร้านซิ้มขายมันเผาหัวใหญ่มาก อากาศหนาวๆแบบนี้ไม่มีมืออุ่นให้จับ ซื้อมันเผาไปจับให้อุ่นๆๆดีกว่า เจ๊เสนอราคาร 15 เหรียญขาดตัวต่อไม่ได้ ตกลงคืนนั้นได้กินมันเผาหัวละ เกือบ 70 บาท แต่รสชาติดีมาก หวานเนื้อละเอียดไม่เหมือนมันบ้านเรา
เหอๆก็ต้องปลอบใจตัวเองว่าหัวตั้ง 70 บาทมันต้องมีไรที่พิเศษ เห้อๆ
คืนที่สอง ที่ฮ่องกงก็หลับสบาย ได้กลิ่นมันเผาที่หัวนอนกรุ่นๆ เผลอหลับไปด้วยความเหนื่อย เมื่อย และอิ่ม
13 มกราคม 2552
Star ferry / รถราง / Causeway / Repulse Bay / เจ้าแม่กวนอิม / Wan Chai / Hong Kong Convention & Exhibition Centre / Golden Bauhinia / Hong Kong Museum of History/Symphony of light
วันที่สามที่ฮ่องกง กะการลุยเดี่ยว เที่ยวให้ทั่ว วันนี้วางแผนที่จะไปเพียบเลย วันนี้ตื่นเช้า 8 โมง จริงๆมันก็ 7 โมงบ้านเราแหละ เวลามัน Fake อาบน้ำเตรียมตัว จัดของใส่เป้ไม่ลืมเข็มทิศสุดที่รักที่ช่วยได้เมื่อคืน จัดการกรอกน้ำจากที่พักไปสองขวด ทริปนี้ตั้งใจจะไม่ซื้อน้ำดื่มที่ฮ่องกง เห้อๆๆ
จัดการซัดเบอร์เกอร์ จนอิ่มท้องได้เวลาไปลงเรือกัน ทีนี้เรือมันมีสองชั้น สองราคาชั้นบนราคา 2.2 ชั้นล่าง 1.7 นักท่องเที่ยวแบบเราๆเลือกชั้นสองดีกว่า ได้เห็นวิวชัดเจนกว่า ทีนี้จะลงเรือมันก็ต้องเลือกเส้นทางเลยว่าจะเอาไงกะชีวิต นั่นคือชั้นบนก็เดินเข้าอีกประตูชั้นล่างก็เข้าอีกประตู เลือกไปเลย เอาหละไปชั้นบนดีกว่า ค่าเรือก็ใช้บัตรปลาหมึก แปะเข้าไป ง่ายจริงๆ เรื่องทำให้เงินในบัตรปลาหมึกหายไป แม้แต่ใน 7-11 มันก็ใช้บัตรนี้ได้ สะดวกสุด แต่ถ้าใครเริ่มมีเหรียญสะสมมากเกินปกติแนะนำให้เอาออกใช้ซะบ้าง ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าว่าไอ้เหรียญเงินฮ่องกงเนี่ยมันหนักกว่าปกติ อีกอย่างเก็บไว้เยอะๆแลกคืนไม่ได้นาคร้าบ
เรือเฟอร์รี่มีมาเป็นร้อยปีแล้วรับใช้ชาวฮ่องกงมาเป็นเวลานาน แต่ก็ได้พัฒนามาเป็นลำดับ ใครมาเที่ยวที่ฮ่องกงอยากให้มาลองบรรยากาศร่วมสมัยกะคนฮ่องกงเค้าหน่อยมานั่งเรือข้ามฟากกะ star ferry เอาบรรยากาศว่างั้น
บนเรือมองเห็นตึกสูงๆฟากฮ่องกงชัดเจน มองไปเห็น the peak ลิบๆ เรือหลากหลายชนิดวิ่งกันมั่วไปหมด เรือที่มาจากมาเก๊าก็มาเทียบแถวๆนี้ เหมือนกัน วันหลังมีเวลามากกว่านี้ค่อยไปเที่ยวดีกว่า
แล้วเรือก็เทียบท่าฝั่งฮ่องกง ทีนี้ก็เดินหละครับเดินออกจากท่าเรือผ่าน สถานีรถไฟฟ้าฮ่องกงซึ่งรถไฟด่วนจากสนามบินจะมาสุดสาย ที่นี่ อาคารใหญ่โตทีเดียว เห็นมีบริการ in town check in ด้วยคือเอากระเป๋ามาเช็คอินก่อน 24 ชั่วโมง แล้วก็รอเวลาไกล้ค่อยมานั่งรถไฟด่วนไปสนามบิน คิดว่าพวกสายการบินชั้นนำน่าจะมีบริการนี้เพราะได้บวกค่าบริการไปแล้ว ยังไงลองสอบถามจากสายการบินดูเพราะมีประโยชน์มากสำหรับวันกลับไม่ต้องแบกกระเป๋าไปใหนๆ มาเช็คอินแล้วก็เดินตัวปลิวไปช้อปกันต่อเลย แต่สายการบินแอร์เอเชียได้สอบถามน้องแอร์คนสวย ไม่มีค่ะ พี่ต้องแบกกระเป๋ามาเช็คที่สนามบินเองค่ะ เหอๆ จ๊ะคุณน้อง
เดินผ่านตึกExchange Square ตรงนี้เป็นชุมสายรถเมล์หลายๆสายซึ่งอีกสักพัก ก็ต้องมาขึ้นสาย 6,6x,66 206 ไป Repulse bay จากตรงนี้แหละ เดินลัดเลาะไปจนถึงถนน Queenway ซึ่งเป็นถนนที่มีรถรางวิ่ง ไอ้รถรางเนี่ยมันไม่ได้ขึ้นที่ป้ายรถเมล์ปกตินะ ต้องเดินไปตรงกลางถนนแล้วก็ขึ้นจากด้านหลัง เหอๆไม่เหมือนรถเมล์ขึ้นด้านหน้า ไม่ไรดูๆเขาไป ตั้งใจจะนั่งรถรางผ่านถนน quennway ไปเรื่อยๆซึมซับบรรยากาศสมัยก่อนของฮ่องกงอีกอย่าง ไม่ต้องเดินให้เมื่อยขา ที่นั่งประจำคือชั้นสองหน้าสุดไม่พลาดซะหละ ค่าโดยสาร 2 เหรียญ ตลอดสาย
ได้นั่งรถรางแบบนี้ได้อารมณ์ไปอีกแบบ รถมันยังทำด้วยไม้ เหมือนเดิมๆ แต่สังเกตมีแต่อาแปะอาซิ้มใช้บริการเยอะนั้นเพราะเขาลดราคาให้ เหลือ 1 เหรียญสำหรับคนสูงอายุ คนวัยทำงานไม่ค่อยมีคนใช้อาจเป็นเพราะมันวิ่งไม่เร็วมากอีกอย่างถนนแค่นั้นมันก็วิ่งรวมกะพวกรถเมล์ วิ่งๆจอดๆรอไฟแดง พวกทำงานคงไปไม่ทันแน่ๆ ขึ้นรถรางแถวๆ Central แล้ว ไปลงแถว Causeway bay ก็ซึมซับได้บรรยากาศพอแล้วผ่านตึกหน้าตาแปลกๆสวยๆหลายๆตึก ผ่านย่านเก่าแก่ดั้งเดิม ของฮ่องกง แล้วก็ลงรถราง เอาไงต่อดี
ตามแผนคือไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่ Repulse bay ต้องขึ้นสาย 6 แล้วตรงนี้มันผ่านไหมหว่า เดินเข้าไปถามหนุ่มคนหนึ่ง สาย 6 ผ่านมั้ยตรงนี้ ขี้เกียจไปขึ้นที่ central อะ มันว่าไม่ผ่านแต่ให้ไปแถว Wan chai เดินไปแป๊บเดียวให้ขึ้นรถตู้ ไป เหอๆฝันเหอะ เรื่องขึ้นรถตู้หลังคาเขียวหลังคาแดง ในข้อมูลหนังสือบอกว่ามันวิ่งมั่วไปหมด เป็นภาษาจีนทั้งนั้น จึงตัดออกไม่มีทางที่จะเดินทางกะรถตู้เด็ดขาด ยืนดูแผนที่ อืม สถานีรถไฟ Causeway bay อยู่แถวๆนี้นี่หว่า อย่ากระนั้นเดินเที่ยวแถวนี้เลยดีกว่า
Causewaybay มีห้างเต็มไปหมดผู้คนเดินกันเต็มถนน ร้านแลกเงินที่นี่เยอะมากๆๆ ที่นี่น่าเป็นที่มาช้อปปิ้งที่น่าสนใจแห่งหนึ่งทีเดียว แต่เราไม่ได้มาช้อปนี่หว่า มีภาระกิจต้องไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม เดินได้พักหนึ่งกูดำดินมาโผล่ที่ Central ทีนี้ก็หาป้ายรถเมล์ตรงตึก Exchange Square ปัญหาเกิดขึ้นตรงนี้คือหาป้ายรถเมล์ไม่เจอ เดินวนตึกสามสี่รอบแผนที่มันก็บอกว่าอยู่หน้าตึกนี่หว่า แล้วไมไม่เห็นวะ เดินขึ้นเดินลงอยู่พักหนึ่ง ไม่ไหวแล้วเล็งสาวจีนน่ารักคนหนึ่ง พุ่งไปเลย ถามเลย
"น้องๆ พี่จะไป repulse bay จะขึ้นสาย 6 พี่จะขึ้นตรงใหน บอกพี่หน่อยพี่หมดปัญญาแล้ววนหาสามสี่รอบแล้ว" "พี่ขา ไอ้ป้ายรถเมล์ที่พี่ว่าเนี่ยมันอยู่ข้างล้างจ๊ะ เนี่ยที่เรายืนอยู่เนี่ย ตรงๆเลยแต่มันอยู่ชั้นล่าง ค่าคุณพี่ขา" แหมม ตอบแล้วยิ้มๆๆกวนตีนนะเนี่ย ดีที่ว่าน่ารักไม่ว่ากัน จริงๆอยากชวนไปไหว้พระด้วยกันนะ เหอๆ
เดินลงบันไดเลื่อนมาป้ายอยู่ข้างล่างจริงๆ เวนกรรม สาย 6 รออยู่พอดีรีบวิ่งขึ้นไปเลย สายนี้ตามข้อมูลราคาคิดตามระยะทาง ไม่เหมาจ่ายเราไปลงกลางทางจะไม่คิดเต็มราคา คือรถไปสุดสายที่ Stanley แต่เราลงก่อนเพราะงั้นต้องแปะบัตรสองที เลือกราคาตอนเราจะลง แต่ถ้าใครไม่ซีเรียสก็แปะทีเดียวคิดเต็มไปเลยก็ไม่ผิดนะ แต่ไม่ใช่เราหละ ไอ้งก เห้อๆ ที่นั่งเดิม ที่นั่งประจำชั้นสอง แถวหน้าสุด ไม่มีใครได้มาแย่งกรูหละ ตรงนี้กรูขอจองทุกๆสายไป 555 รถออกแล้วก็วิ่งตามเส้นรถราง ตะกี้แล้วไปเลี้ยวเข้าอุโมงค์ ยาวมากพอออกจากอุโมงค์ ก็ถึงป้าย Ocean Park ใครจะเที่ยวกลงป้ายนี้ ไอ้เราตั้งใจมาแต่แรกแล้วว่า Disney กะ Ocean ไม่มีได้กินตัง เพราะทำใจไม่ได้ เล่นอยู่คนเดียว ฮือๆๆ
พอออกจากอุโมงค์ให้สังเกตตึก ที่มีช่องโหว่ตรงกลาง ให้ลงป้ายนั้น แป๊บเดียวก็ถึงตึกที่ว่า เค้าชื่อ repulse bay beach แล้วที่ต้องมีรูตรงกลางก็เพือ่ให้มังกรที่อยู่บนภูเขามีทางออกมา ทะเล เฮ้อว่าไปกันเรื่อย แต่ก็ดีสำหรับเราเอาไว้เป็นจุดสังเกตลงรถ เห้อๆ ตอนลงรถไม่ลืมที่จะแปะบัตรปลาหมึกอีกเลือกจ่ายตามราคาจริงแล้วก็ลงมายืนเอ๋อ ตรงป้ายรถเมล์นั่นเอง
หาดหนะเห็นอยู่ตรงหน้า แต่ทางลงตรงใหนฟระ มันมีแต่บ้านพักตากอากาศเต็มไปหมดเอาไงหละ เดินเลาะไปเรื่อยๆดีกว่า มันต้องมีทางสิน่า แล้วก็จริงด้วยมันมีช่องลงหาดเล็กๆ เดินลงไปผ่าน 7-11 แล้วก็ถึงหาดเลย เฮ้อ ไอ้เราคนเด็กเกาะสมุย เห็นหาดทรายมาแต่เด็กๆ รู้สึกเฉยๆนะกะหาดที่นี่ แต่อากาศนี่ซิ 17 องศาริมหาดแบบนี้ไม่เคยเจอ อีกอย่างเป็นความรู้สึกภูมิใจเล็กๆว่ากรูก็มาถึงจนได้ แล้วไอ้หาดเนี่ยมีป้ายห้ามๆๆๆเต็มไปหมด หมดเล่นจานร่อน ห้ามพาหมาเดิน ห้ามนู่น ห้ามนี่ ตกลงมันจะให้มาทำไรได้มัั่งวะเนี่ย
มาตั้งไกล ขอคู่แล้วกัน ขอรวยๆ ขอสุขภาพดี ขอเป็นภาษาไทยเจ้าแม่จะเข้าใจไหมหนอ เพือ่ความชัวร์ขอเป็นภาษาอังกฤษด้วยดีกว่า 55 ไหว้พระจนหนำใจ ได้เวลากลับ เดินไปที่ป้ายเดิมนะแหละ คราวนี้นั่งสาย 66 กลับมาไม่เข้าอุโมงค์แต่ผ่าน
คือร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา เดินหาเลย งงอยู่พักหนึ่งก็เจอร้าน คราวนี้ไม่พูดมากแล้วเดินไปชี้รูปที่ติดข้างฝาเลย เอาชัวร์ 55 อืมลูกชิ้นมันอร่อยจริงๆด้วย ชามใหญ่มากอิ่มท้อง น้ำไม่สั่งเปลืองเรามีน้ำดื่มมาจากบ้านเอ้ยที่พัก ไม่ไหว lemon tea แก้วละ 15 เหรียญ มันก็ชามะนาวบ้านเรานี่แหละแต่แก้วละ 70 บาท น้ำดื่มเราอร่อยกว่า 55
อิ่มแล้ว เดินต่อวันนี้อาการเมื่อเริ่มปรากฎ
ตรงนั้นมีอนุสาวรีย์ดอกชงโค
สีสอง ดอกเป้งๆ ตั้งอยู่ ดอกชงโคเป็นดอกไม้ประจำชาติของฮ่องกง และที่ตรงนี้เคยจัดงานอังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนให้จีน เมื่อหลายปีก่อน ตรงนี้อยู่ริมน้ำมองกลับมาฝั่งเกาลูน ชัดเจน น่านั่งชิมบรรยากาศ สักครู่ เลยถือโอกาสนั่งนวดขา ซะเลย
เริ่มเย็นแล้วเดินไปขึ้นเรือเฟอร์รี่กลับจิมซาจุ่ย ตรงนี้เป็นท่าเรือไม่ใช่ที่มาเมื่อเช้า แต่มีเรือไปจิมซาจุ่ยได้ น่าเหมือนท่าพรานนกที่ไปได้ทั้งวังหลังและท่าเตียน ข้ามเรือกลับมาฝั่งที่ัพักเรา แดดเริ่มอ่อนลง อากาศเย็นๆเริ่มมาอีกแล้ว อืมยังมีเวลาเหลือ นี่วันนี้วางแผนไว้ว่า สองทุ่มจะดู Symphony of light เป็นการแสดงแสงสีเสียง กะตึกของฮ่องกง ซึ่งกินเนสบุคได้ลงบันทึกว่าเป็นการแสดงแสงสีเสียงที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปแล้ว
ไปใหนดี ไปใหนดีมีเวลา โอ้วันนี้วันพุธ พิพิธภัณฑ์ ในฮ่องกงเปิดให้ชมฟรี อิอิ อะเลือกดีกว่าไปดูอะไรดี แล้วก็เลือกพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ฮ่องกง อยู่แถวๆจิมซาจุ่ยเดินไปสักครึ่งชั่วโมงได้
พิพิธพัณฑ์เค้าทำดี จริงๆต้องเสียค่าเข้าชม 10 เหรียญ แต่วันนี้วันพุธ เลยเปิดให้ชมฟรีอย่างที่บอก เค้ายกเอาเรื่องราวในอดีตของเกาะฮ่องกง มาเล่าผ่านรูป ผ่านวีดีโอ การดำรงชีวิตสมัยก่อนของคนฮ่องกง สงครามฝิ่น รถรางคันเดิมเอามาตั้งให้ดู โมเดลเรือเฟอร์รี่ยุคแรกๆ รู้สึกชอบที่เค้าสามารถเล่าเรื่องราวออกมาได้อย่างไม่น่าเบื่อ แต่เรื่องการชมพิพิธพัณฑ์แล้วแต่คนจะชอบนะ เรื่องแบบนี้นานาจิตตัง แต่โดยส่วนตัวชอบดูอารยธรรมของที่นั้นๆ ที่เก่าๆ เลยรู้สึกมีอารมณ์ร่วมกับการนำเสนอของเค้า ถ้ามีเด้กๆไปฮ่องกง อย่าลืมพาเที่ยวนะ จะได้ความรู้อะไรกลับมาเยอะเลย อีกอย่างตรงข้ามกันมีพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ด้วย
นั่งอยู่ตรงนั้น นั่งมองดูบ้านเมืองเค้า นั่งนึกถึงที่ได้ไปเที่ยวมา นั่งนึกถึงใครสักคน นั่งนึกอยู่ในใจเงียบๆ เรือลำแล้วลำเล่าผ่านไปมา เรือเทียบท่ารับส่งคนข้ามฝากก็หยุดวิ่งแล้ว ฟ้ามืดเร็วมาก ลมหนาวพัดมาหน้าชา หนาวใจจริงๆ สองชั่วโมง ที่ได้นั่งลำดับความคิดในสมอง คิดถึงเรื่องงานกลับไปงานรอบาน พรุ่งนี้แล้วซิ ต้องกลับไปเผชิญโลกแห่งความจริงต่อ คืนนี้สุดท้ายแล้วสิที่จะได้ใช้ชีวิตอิสระเสรีจริงๆ
สองทุ่มตรง แสงสีเสียงเริ่มแล้ว
แต่ใจเรากลับมาถึงเมืองไทยตั้งแต่ตอนทุ่มหนึ่ง.........
15 มกราคม 2552
กินโจ๊ก/ Temple street / Shanghai street /Mong kok/Wong Tai Sin Temple /Nan Lian Garden /Chi Lin Nunnery/ City Gate / Chek Lap Gok airport /สุวรรณภูมิ
วันสุดท้าย ที่ฮ่องกง ยังมีเรื่องที่ต้องสะสางคือ โจ๊ก หึหึมาสามวันแล้วไม่ได้ลองกินโจ๊กฮ่องกงซักที เดี๋ยวกลับไปใครๆเค้าจะว่ามาไม่ถึงฮ่องกง จัดการเก็บเสื้อผ้ายัดใส่เป้ เตรียมให้เรียบร้อยวางแผนว่าจะเดินเที่ยวก่อนแล้วค่อยกลับมาเอาเป้ตอนเที่ยง ไม่งั้นแบกกันขาลา่กแน่
เอาหละ ร้านโจ๊กๆ แถวจิมซาจุ่ย หาดูเอาในแผนที่นี่แหละ เอาไกล้ๆ ที่พักเลย สุดท้ายได้มากินที่ร้าน Happy noodle& congee สั่งโจ๊กเนื้อกะ century egg ก็ไข่เยี่ยวม้านะแหละ แต่ที่นี่เค้าเรียกไข่ศตวรรษซะงั้น โจ๊กก็คือโจ๊กรสชาติก็เป็นโจ๊ก แต่เนื้อเค้านุ่มลิ้นมาก ต้องอร่อยสิ ตั้ง 40 เหรียญ
อิ่มแล้วก็มาต่อที่ร้านขนมหวานขึ้นชื่อ หนังสือเค้าว่างั้น sweet dynasty สั่งเต้าหู้ผลไม้มาลองชิม อืมอร่อย ตอนเสริฟมา อายโต๊ะข้างๆอะ
ถ้วยมันนิดเดียวแต่ใส่มาในถ้วยใหญ่อีกที แล้วก็มีน้ำแข็งแห้งใส่ให้มันมีควันลอยปุดๆๆ โอ หน้าตาสาระรูปอย่างกรูไม่น่าสั่งเมนูแบบนี้ มากินเล้ย เห้อๆๆ
สบายใจแล้วกินโจ๊กฮ่องกง บอกใครแบบไม่อายแล้วว่ามาฮ่องกง ได้กินโจ๊กฮ่องกง ตอนนั่งทานโจ๊กก็วางแผนจะเก็บตกที่เที่ยวแถว Jordan/ Yau Ma Tei / Mong Kok จริงๆแล้วก็เคยเดินไล่มาตามถนนนาธานตอนมาถึงวันที่สอง ที่กลับจากวัด Polin แต่วันนี้จะลองเดินถนนที่คู่ขนานกัน น่าจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ตามข้อมูลบอกว่าจะผ่านตลาดสด ผ่านตลาดที่พอซื้อของได้ พอไกล้เที่ยงก็ค่อยกลับมาเอากระเป๋า check out
เอาหละ ขาสองข้างทำหน้าที่อีกแล้ว คราวนี้ไล่เดินไปเรื่อยๆตามถนน Shang hai ผ่าน ตลาดสด ชาวฮ่องกงมาซื้อกับข้าวกันที่นี่เยอะ มีของสดๆ ใหม่ๆ คล้ายตลาดบ้านเรา
ยิ่งเดินเริ่มรู้สึกว่าเหมือนเดินตลดสดบ้านเราเข้าทุกที ไม่เหมือนตรงที่เค้าส่งภาษาจีนกันโช้งเช้ง เอะอะไปหมด ลองดูราคาของสดที่นี่ก็ไม่ได้แพงมากมาย แต่ของแต่ละอย่าง ดูมีคุณภาพจริงๆโดยเฉพาะผักสดๆ ยิ่งผักคะน้า แต่ละใบอวบอ้วนน่าผัดน้ำมันหอย แต่เค้าว่ากันว่าผักเมืองจีนผักงามเพราะราด....
เหอๆ
อาหารทะเล ลองดูราคาก็ไม่แพงมาก อาจเป็นเพราะฮ่องกงเป็นเกาะ อาหารทะเลเลยหาง่าย ก็เป็นได้ กุ้งสด ปลาหมึกยังสดๆ อยู่เลย
บ้าไปแล้วกรู มาฮ่องกงมาดูตลาดสด เหอๆ เนื่องจากเป็นคนที่ชอบซื้อกับข้าวตามตลาดสด เลยอดไม่ได้ที่เอามาเปรียบเทียบกันกะบ้านเรา
รีบเดินต่อดีกว่า
เสน่ห์ของฮ่องกง น่าจะอยู่ที่การผสมผสานกันของสังคมเก่า และสังคมใหม่ๆ ที่อยู่ด้วยกันได้อย่างแนบเนียน ถนนนาธานเต็มไปด้วยร้านค้าหลากแบรนด์ ดังๆ แต่เพียงแค่เดินลัดเลาะเข้าไปอีกซอกตึกก็จะเจอกับตึกเก่าๆ ตลาดสด ที่ยังมีคนมาจับจ่ายตลาด ท่ามกลางตึกสูงๆใหญ่ๆ ยังมีอาคารเก่าๆที่ยังคงยืนตระหง่านเทียบชั้นกะตึกรุ่นใหม่ๆ ท่ามกลางฝูงชนเป็นพันของหนุ่มสาววัยทำงาน แต่งแต้มด้วยแฟชั่นทันสมัย ยังมีซิ้มรับจ้างปะชุนผ้าอยู่ระหว่างซอกตึก ในความเร่งรีบของสังคมเมืองยังมี มุมสงบที่เป็นที่นั่งพักของผู้สูงวัยที่ผ่านชีวิตมานานแสนนาน
เดินชมตลาดจนหนำใจ เดินลัดเลาะออกถนนนาธานอีกครั้ง ถนนนี้ถ้าเปรียบในสิงคโปร์ น่าเทียบได้กับถนนออชาร์ท บ้านเราน่าเป็นสีลม
แล้วก็เจอสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเจอในฮ่องกง คนฮ่องกงขึ้นชื่อว่าขับรถเคารพกฎกันอย่างเคร่งครัด แต่ตอนนี้เจอ แฮะ อุบัติเหตุบนถนนนาธานเลย รถส่วนตัววิ่งข้าไปป๊ะกะรถเมล์ คิดดูว่าถนนที่พลุกพล่านขนาดนั้นจะติดหนุบหนับขนาดใหน
แต่ใช่ว่าจะมีแต่ไทยมุงนะ ฮ่องกงมุงก็ไม่แพ้คนไทยอย่างเรา เหอๆ จะเที่ยงแล้วรีบกลับไป Check out ก่อนเดี๋ยวโดนปรับอีกคืน รีบมุดลงดินไปโผล่ที่สถานีจิมซาจุ่ย มุดออกรูข้างๆตึกที่พักเลย เอาเป้ออกมาหมดแล้วคืน key card เอาเงินมัดจำคืน 100 เหรียญ เหลือเวลาอีกครึ่งวัน เพราะว่าเที่ยวบินขากลับออกตอน 20.30 น พอมีเวลาไปวัด หวังต้าเซียนดีกว่า วิธีที่สุะดวกสุดก็ MTR กะบัตรปลาหมึก ซัดยาวไปโผล่หน้าวัดเลย คนเยอะแยะไปหมด คิดว่าทัวร์คนไทยมักไม่พลาด วัดแห่งนี้ มีที่จอดรถบัสคันใหญ่ๆ กลิ่นธูปคลุ้งไปหมด เดินเล่นไหว้พระพอเป็นพิธี แล้วก็ถ่ายรูปว่าเรามาถึงแล้ว
วันนี้แดดแรงมาก อากาศไม่หนาวเหมือนวันแรกๆที่มาถึง เหงื่อซึมพอให้หลังเปียก เดินที่วัดอยู่รอบหนึ่งก็ไปต่อ
วัด Chi Lin กะ สวน Nan Lian เป็นโปรแกรมต่อไป ช่วงห่างจากวัดหวังต้าเซียนแค่ 1 ป้ายสถานี ต้องไปที่สถานี Diamond Hill ออกจากสถานีก็เดินตามป้ายไปเรื่อยๆ ก็ถึง Nan Lian Garden
การจัดสวนทำได้ดี สงบ ร่มรื่น มีเสียงเพลง ที่เปิดคลอตามทางเดิน ได้บรรยากาศเหมือนอยู่ในวัง รู้สึกเสียดายที่มีเวลาน้อยไปสำหรับสวน แห่งนี้ โอกาสหน้าจะใช้เวลาสักครึ่งวันมานั่งที่สวน แห่งนี
เดินเหงาๆอยู่พักนึง เจอหนุ่มต่างแดนมาเดินอยู่คนเดียวเหมือนกัน กำลังถ่ายรูป ตัวเองอยู่เก้ๆกังๆ เลยถือโอกาสไปทำความรู้จัก ผลัดกันถ่ายรูปให้กันและกัน วันสุดท้ายที่ฮ่องกงเลยได้เพือ่นต่างแดนชาวเกาหลี เพิ่มมาอีกคน
มิตรภาพเกิดขึ้นได้ทุกที่จริงๆ ไม่จำกัดเชื้อชาติ ไม่จำกัดอายุ ต่างนัดแนะกันว่าถ้าใครได้ไปเที่ยวบ้านใครก่อน อีกคนจะต้องพาเที่ยว ท่าทางเราคงได้พามันเที่ยวกรุงเทพก่อนเป็นแน่
เพราะไอ้ปัญญาจะไปเที่ยวเกาหลีเนี่ย อีกสักพักใหญ่ๆเหอๆๆ
ภาษาอังกฤษของเรากะเค้า พอๆกัน พอยิ่งคุยยิ่งมันเพราะต่างคนต่าง งง เป็นประสบการณ์ที่ดีจริงๆ เค้าว่างั้นนะ
บอกเสียดาย ถ้าเจอกันก่อนได้เที่ยวด้วยกัน อืมอย่าเลยเพือ่น ไอ้เราพวกถึกเดินกันกิโลๆนายคงไม่อยากสนุกมาเดินกะเราเป็นแน่ๆ เอาไว้มาเมืองไทยจะพาเที่ยวแล้วกัน
สุดท้ายโปรแกรมฮ่องกงของเราก็จบลงที่ สำนักชี Chi Lin ซึ่งอยู่ไกล้ๆกับสวน Nan Lian นั่นเอง
ออกจากวัด Chi Lin ก็มุ่งหน้าไป Chung Tung เป็นสถานีรถไฟฟ้าที่ไกล้สนามบินมากที่สุด ก็เป็นที่ตั้งของห้าง City Gate นะแหละ ได้เดินดูของอีกรอบ
แล้วก็นั่งรถเมล์สาย S1 ขึ้นตรงข้างๆห้าง ไปสนามบิน Chek Lap Kok
แอร์เอเชีย ลำใหม่เอี่ยมก็พาเรากลับถึงบ้านด้วยความปลอดภัย ทิ้งความรู้สึกเหงาๆ ไว้ที่.......ฮ่องกง