วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ส้อมย่างผี


                ลุงหนูเท้าไฟ เป็นสัปเหร่อและยามมานานคู่วัดมากว่า 50 ปี แกเล่าว่าสมัยหนุ่มๆ แกมาทำก่อสร้างแล้วก็มารับทำกุฏิ ที่วัด อยู่ในวัดหลายๆวัน อีกทั้งแกไม่กลัวผี จึงได้รับการทาบทามจากเจ้าอาวาสสมัยนั้นให้ อยู่ที่วัดและแต่งตั้งเป็นสัปเหร่อมือหนึ่งแทนคนเก่าที่ตายไป ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนบัดนี้แกอายุ จะเจ็ดสิบแล้ว วัดเป็นบ้านแกมาตลอดแกไม่เคยมีญาติพี่น้องที่ไหนที่ต้องกลับไม่เยี่ยม และแกไม่เคยพูดถึงเลย ฉายาเท้าไฟมาจากที่ครั้งหนึ่ง ไม้หล่นทับเท้าขวาแตกละเอียด เลยต้องตัดออก ก็จะเหลือขาด้วนๆแกจะเดินด้วยขาข้างที่เหลือ และที่เป็นเท้าไฟเพราะเมื่อเจ้าภาพเผากระดาษ ตามพื้นศาลาแกมักจะเอาเท้าข้างที่ขาด ไปเหยียบๆเพื่อดับไฟ จึงเป็นที่มาของตาหนูเท้าไฟ

                ลุงหนูเท้าไฟค่อนข้างสนิทกับผมทีเดียวเพราะผมชอบไปนั่งคุยเรื่องเก่าๆ ผมกลับบ้านได้อะไรมาจากบ้านนอกก็เอาไปฝากแก แกเป็นคนชอบเล่าและชอบเหล้าด้วย ลุงหนูจะมีกุญแจวัดทุกประตู และเมื่อถึงเวลาสี่ทุ่ม ประตูวัดทุกประตูจะล็อกหมด เพราะฉะนั้นใครกลับมาวัดหลังสี่ทุ่ม ต้องปีนประตูเหล็กอย่างเดียวแล้ว แต่นั่นไม่ใช่ผมแน่เพราะผมจะมีกุญแจสำรองที่ตาหนูให้ผมไว้ดอกหนึ่งเอาไว้เปิดประตู จะกลับมาดึกดื่นแค่ไหนจึงไม่ใช่ปัญหาของผมเลย  ช่วงเวลาและสถานที่แห่งการสนทนาระหว่างผมกับตาหนูคือหลังเตาเผาศพ ขณะที่แกกำลังทำงาน เหล้าขาวหนึ่งขวดกะแสงไฟจากเตาเผาศพทำให้เพิ่มอารมณ์การเล่าเรื่องของแกได้อรรถรสมาก ตามธรรมดาแล้วคนทั่วไปเวลาไปงานเผาศพจะมองเห็นแต่ภาพดอกไม้สวยงาม ด้านหน้า มีคนตรีประโคมผู้คนแต่งตัวชุดสีดำ เป็นระเบียบเรียบร้อย เดินขึ้นมาวางดอกไม้จันทน์แล้วก็กลับ เสร็จภารกิจ แต่เบื้องหลังการเผาศพนั้น สัปเหร่อคือพระเอกตัวจริง ก่อนเผาต้องเช็คระบบต่างๆเช็คน้ำมันต้องทดสอบจุดไฟ เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ส้อมย่างผี ลุงหนูเค้าเรียกนะผมก็ไม่รู้ว่าจริงๆเค้าจะเรียกอะไร น่าจะประมาณ เหล็กพลิกศพ เหล็กแทงผี เอาง่ายๆตามลุงหนูแล้วกัน คือส้อมย่างผี ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญมาก วิธีใช้คือใช้เสียบที่ศพแล้วพลิกให้ไฟเผาทั้งร่าง งานของลุงหนูจะเริ่มจริงๆเมื่อตอนที่เอาศพเข้าเตาแล้วแกก็รูดม่านปิด หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่แกตลอด ศพนี้เค้าเร่งจะเอาเถ้าต้องใช้ระบบเผาเร็ว แกว่า การเผาศพเตาสมัยใหม่เลือกได้หลายโหมด จะเอาเร็วช้า จะเอาแต่เถ้า จะเอากระดูกปน หรือแบบเอากระดูกยังเป็นท่อน สามารถแจ้งได้ ลุงหนูจะจัดให้ แกบอกว่าจะจนจะรวย จะสวยจะหล่อยังไง ไฟเผาได้ทุกคน เตาเผาด้านหลังจะเป็นช่องให้มองเห็น ว่าไหม้แค่ไหนแล้ว และจะต้องใช้เหล็กหรือส้อมย่างผี เสียบแล้วพลิกไปมา แกลองให้ผมทำดู ไม่ยากเลยแต่ต้องใช้กำลังมือมากพอสมควรในการยกศพ เพราะไฟจะพ่นมาจากด้านบน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพลิกไม่งั้นไหม้ไม่หมด  ตอนนี้ที่น่าขนลุกที่สุดคือตอนที่โลงด้านบนไหม้หมดแล้ว และไฟกะลังเผาไปที่ร่างศพ สักพักหนึ่ง แทบทุกศพ จะกระเด้งงอตัวขึ้นมา เหมือนว่าลุกนั่ง แล้วไฟก็ค่อยๆเผาส่วนหัวไปก่อน จนหมดแล้วก็เผาส่วนตัวตามมา ลุงหนูสาละวนอยู่กับการย่างผีของแก พร้อมกรึ๊บเหล้าขาว 40 ดีกรี ฮัมเพลงเบาๆและไปเร่งน้ำมันเพื่อเร่งการเผา อย่างมีความสุข

                วันหนึ่งผมกลับมาจากต่างจังหวัด  ไม่ลืมที่จะเอาของมาฝากลุงหนู ผมเดินไปที่เมรุ ที่แกนั่งประจำ เจอหลวงพ่อหลวงพ่อบอกว่าตาหนูตายแล้วสวดคืนเดียวไม่มีญาติพี่น้อง ตอนนี้กำลังเผาอยู่ในเตา ผมรีบวิ่งไปหลังเตาเผา มองเข้าไปในเตาเผา ไฟแรงลุกแดงฉาน กำลังเผาร่างลุงหนู ทันใด!! ศพลุงหนู กระตุกลุกขึ้นมานั่งเหมือนรู้ว่าผมมา แล้วผมก็ได้ช่วยลุงหนูเป็นครั้งสุดท้าย ใช้ส้อมย่างผี พลิกร่างแกให้ไฟเผาไหม้จนหมด