สังคมในวัดเป็นสถานที่ ที่รวบรวมเอาผู้คน
จากหลากถิ่น หลากภาษามารวมกันอยู่อย่างลงตัว
ทุกคนมีหน้าที่และความต้องการในแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน แต่ทุกคนก็ได้รับการตอบสนองความต้องการนั้นอย่างพอใจทุกคน
สังคมพระก็จะมีพระศึกษาเล่าเรียน พระเหล่านี้จะคร่ำเคร่งในการศึกษาเล่าเรียน
กลางคืนจะท่องบทธรรมะดังไปทั้งห้อง พระรับนิมนต์ ก็จะมีหน้าที่รับนิมนต์ งานศพ
งานขึ้นบ้านใหม่ งานมงคลทั่วไป พระรับนิมนต์จะไม่ค่อยอยู่วัดไม่เหมือน พระรับสังฆทาน
เหมือนหลวงตาเชียงคงจำกันได้ที่แกเป็นเศรษฐีถังสังฆทานพระแบบนี้จะไม่ไปไหนเฝ้าวัดอยู่ตลอดรอรับญาติโยม
มาทำบุญ แต่ทุกรูปก็อยู่ร่วมกันอย่างสันติ
เพราะถึงยังไงก็ต้องฉันข้าวโต๊ะเดียวกันทุกวัน อยู่แล้ว
สังคมเด็กวัด
ก็มีทั้งเด็กวัดที่มาอาศัยเพื่อเล่าเรียนซึ่งเป็นเด็กวัดส่วนใหญ่
ตั้งแต่เรียนชั้นประถม จนถึงระดับมหาวิทยาลัย ช่องว่างระหว่างวัยจะมีมาก
พวกเด็กเล็กก็จับกลุ่มกันเอง พวกรุ่นพี่ที่เรียนมหาวิทยาลัยก็มักจะไม่ค่อยได้ช่วยช่วยงานวัดสักเท่าไหร่
เพราะถือว่าเรียนหนัก หลวงตาจะไม่เคี่ยวเข็ญ เหมือนรุ่นเด็ก
ที่พอถึงเวลาสองทุ่มต้องเข้าห้องใครห้องมันไม่ให้มั่วสุม
เพื่อจะใช้เวลาในการอ่านตำรา หนังสือ
แต่สิ่งที่ทุกคนมีพลังใจและมีแรงบันดาลใจในการศึกษาเล่าเรียน คือรูปบัณฑิตรุ่นพี่ในชุดครุย
แขวนอยู่บนประตูหน้าห้องที่พี่ๆเหล่านั้นได้เคยพักอาศัยอยู่
ความฝันแค่เพียงจะเอารูปเรามาแขวนบ้าง
เพียงแค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกเราตั้งใจอ่านหนังสือเล่าเรียน อีกทั้งทุกคนมาจากครอบครัวที่ขัดสน
การเรียนจบได้รับปริญญา คือหนทางที่จะได้มีอนาคตที่ดีในวันหน้า
ส่วนเด็กวัดอีกประเภทพวกนี้ไม่มีโอกาสเรียนแต่ขอโอกาสทำงานในวัด
หรืออาจทำงานที่อื่น แต่มาขออาศัยวัดอยู่ แต่เด็กวัดพวกนี้มีไม่มากนักเพราะว่าจะอยู่ได้ไม่นาน
เมื่อมีเมียก็ออกไปอยู่กับเมียนอกวัดทุกคน เด็กวัดประเภทนี้พวกเราไม่ค่อยได้สุงสิงสักเท่าไหร่เพราะว่า
ด้วยวัยที่ห่างกันทำให้ไม่สนิทเหมือนรุ่นเดียวกัน พี่นนท์ เป็นเด็กวัดในประเภทนี้
แต่พี่นนท์เป็นขวัญใจพวกเราเพราะแกใจดี ชอบพาพวกเราไปเลี้ยงข้าว พี่นนท์แกเป็นคนปักษ์ใต้
เมืองนครตัวดำปี๋ ผมหยิกหยอย พูดตรงไม่อ้อมค้อม เป็นคนจริง ชอบยิ้มตาหยี ประวัติแกไม่มีใครรู้
แกมักจะหายไปจากวัดทีละสามสี่วัน แล้วก็กลับมา แต่ละเดือนแกหายไปสามสี่รอบ
แต่ไม่มีใครใส่ใจ ในวัดแกช่วยงานได้หมดทุกอย่างแล้วแต่พระจะใช้ไหว้วาน
ช่วงแกหายไป เคยถามแกว่าไปไหน แกตอบว่า ไปทำงาน ห้องพักพี่นนท์สกปรก
รกที่สุด แต่พวกเรามักจะชอบไปห้องแกและดูแกขัดปืนกระบอกโต
แกบอกว่าปืนกระบอกนี้พ่อให้มา แกรักมากเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่แกมีและมีค่าที่สุด
แกรักปืนของแกมาก
วันหนึ่งพี่นนท์แบกเป้ใบย่อมออกไปจากวัด
เหมือนเช่นทุกครั้งผมถามแกว่าไปไหนแกว่า ” ไปทำงานเกาะพะงัน สามสี่วัน ไปยิงคน” แล้วแกก็ยิ้มตาหยี เดินออกจากวัดไป
ผ่านไปหลายวัน ในเช้าวันหนึ่ง พี่นนท์กลับมาแล้ว หลังอาหารเช้าในวันหยุด
พวกเราจะรวมตัวกันเปิดทีวีส่วนกลางของวัด ดูหนัง ดูข่าวกัน เป็นกิจวัตที่พวกเด็กวัดจะรวมตัวกันทุกคน
พี่นนท์เดินมาที่ผม โยนหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หัวเขียว ลงตรงหน้า ดูพาดหัวข่าว
“ ยิงร่างพรุน ดับเจ้าของรีสอร์ทชื่อดัง เกาะพะงัน
“ ผมหันไปมองหน้าพี่นนท์ พี่นนท์มองหน้าผม แล้วยิ้มตาหยี