วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ไปทำงาน


สังคมในวัดเป็นสถานที่ ที่รวบรวมเอาผู้คน จากหลากถิ่น หลากภาษามารวมกันอยู่อย่างลงตัว ทุกคนมีหน้าที่และความต้องการในแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน แต่ทุกคนก็ได้รับการตอบสนองความต้องการนั้นอย่างพอใจทุกคน สังคมพระก็จะมีพระศึกษาเล่าเรียน พระเหล่านี้จะคร่ำเคร่งในการศึกษาเล่าเรียน กลางคืนจะท่องบทธรรมะดังไปทั้งห้อง พระรับนิมนต์ ก็จะมีหน้าที่รับนิมนต์ งานศพ งานขึ้นบ้านใหม่ งานมงคลทั่วไป พระรับนิมนต์จะไม่ค่อยอยู่วัดไม่เหมือน พระรับสังฆทาน เหมือนหลวงตาเชียงคงจำกันได้ที่แกเป็นเศรษฐีถังสังฆทานพระแบบนี้จะไม่ไปไหนเฝ้าวัดอยู่ตลอดรอรับญาติโยม มาทำบุญ แต่ทุกรูปก็อยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพราะถึงยังไงก็ต้องฉันข้าวโต๊ะเดียวกันทุกวัน อยู่แล้ว

 สังคมเด็กวัด ก็มีทั้งเด็กวัดที่มาอาศัยเพื่อเล่าเรียนซึ่งเป็นเด็กวัดส่วนใหญ่ ตั้งแต่เรียนชั้นประถม จนถึงระดับมหาวิทยาลัย ช่องว่างระหว่างวัยจะมีมาก พวกเด็กเล็กก็จับกลุ่มกันเอง พวกรุ่นพี่ที่เรียนมหาวิทยาลัยก็มักจะไม่ค่อยได้ช่วยช่วยงานวัดสักเท่าไหร่ เพราะถือว่าเรียนหนัก หลวงตาจะไม่เคี่ยวเข็ญ เหมือนรุ่นเด็ก ที่พอถึงเวลาสองทุ่มต้องเข้าห้องใครห้องมันไม่ให้มั่วสุม เพื่อจะใช้เวลาในการอ่านตำรา หนังสือ  แต่สิ่งที่ทุกคนมีพลังใจและมีแรงบันดาลใจในการศึกษาเล่าเรียน คือรูปบัณฑิตรุ่นพี่ในชุดครุย แขวนอยู่บนประตูหน้าห้องที่พี่ๆเหล่านั้นได้เคยพักอาศัยอยู่ ความฝันแค่เพียงจะเอารูปเรามาแขวนบ้าง เพียงแค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกเราตั้งใจอ่านหนังสือเล่าเรียน อีกทั้งทุกคนมาจากครอบครัวที่ขัดสน การเรียนจบได้รับปริญญา คือหนทางที่จะได้มีอนาคตที่ดีในวันหน้า

ส่วนเด็กวัดอีกประเภทพวกนี้ไม่มีโอกาสเรียนแต่ขอโอกาสทำงานในวัด หรืออาจทำงานที่อื่น แต่มาขออาศัยวัดอยู่ แต่เด็กวัดพวกนี้มีไม่มากนักเพราะว่าจะอยู่ได้ไม่นาน เมื่อมีเมียก็ออกไปอยู่กับเมียนอกวัดทุกคน เด็กวัดประเภทนี้พวกเราไม่ค่อยได้สุงสิงสักเท่าไหร่เพราะว่า ด้วยวัยที่ห่างกันทำให้ไม่สนิทเหมือนรุ่นเดียวกัน พี่นนท์ เป็นเด็กวัดในประเภทนี้ แต่พี่นนท์เป็นขวัญใจพวกเราเพราะแกใจดี ชอบพาพวกเราไปเลี้ยงข้าว พี่นนท์แกเป็นคนปักษ์ใต้ เมืองนครตัวดำปี๋ ผมหยิกหยอย พูดตรงไม่อ้อมค้อม เป็นคนจริง ชอบยิ้มตาหยี ประวัติแกไม่มีใครรู้ แกมักจะหายไปจากวัดทีละสามสี่วัน แล้วก็กลับมา แต่ละเดือนแกหายไปสามสี่รอบ แต่ไม่มีใครใส่ใจ  ในวัดแกช่วยงานได้หมดทุกอย่างแล้วแต่พระจะใช้ไหว้วาน ช่วงแกหายไป เคยถามแกว่าไปไหน แกตอบว่า ไปทำงาน   ห้องพักพี่นนท์สกปรก รกที่สุด แต่พวกเรามักจะชอบไปห้องแกและดูแกขัดปืนกระบอกโต แกบอกว่าปืนกระบอกนี้พ่อให้มา แกรักมากเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่แกมีและมีค่าที่สุด แกรักปืนของแกมาก

วันหนึ่งพี่นนท์แบกเป้ใบย่อมออกไปจากวัด เหมือนเช่นทุกครั้งผมถามแกว่าไปไหนแกว่า ” ไปทำงานเกาะพะงัน สามสี่วัน  ไปยิงคน” แล้วแกก็ยิ้มตาหยี เดินออกจากวัดไป

ผ่านไปหลายวัน ในเช้าวันหนึ่ง พี่นนท์กลับมาแล้ว  หลังอาหารเช้าในวันหยุด พวกเราจะรวมตัวกันเปิดทีวีส่วนกลางของวัด ดูหนัง ดูข่าวกัน เป็นกิจวัตที่พวกเด็กวัดจะรวมตัวกันทุกคน พี่นนท์เดินมาที่ผม โยนหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หัวเขียว ลงตรงหน้า ดูพาดหัวข่าว
“ ยิงร่างพรุน ดับเจ้าของรีสอร์ทชื่อดัง เกาะพะงัน “ ผมหันไปมองหน้าพี่นนท์ พี่นนท์มองหน้าผม แล้วยิ้มตาหยี